มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556


          ละครชาตรี เป็นละครชาวบ้านแบบเก่าแก่สุดในไทยที่ยังสืบทอดถึงปัจจุบัน และอาจนับเป็นละครแบบเก่าสุดของอุษาคเนย์ (หรือประชาคมอาเซียน)ก็ได้

          ละครชาตรี มีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมทางศาสนาผีของชุมชนชาวบ้านดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย

          จากนั้นมีพัฒนาการเป็นการละเล่นและการแสดงแบบต่างๆ ที่เรียกกันภายหลังว่าละคร (ยังไม่เคยพบหลักฐานว่าเกี่ยวข้องหรือรับแบบแผนจากอินเดีย) จนท้ายสุดคือลิเก อาจจัดลำดับพัฒนาการได้กว้างๆดังนี้

          1. การละเล่นในศาสนาผี 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคโลหะ มีทั่วไปในอุษาคเนย์ ลักษณะสำคัญคือ ใส่หน้ากาก, ใส่เล็บปลอม

          2. ละครแก้บน, ละครชาตรี, โนรา, บางทีเรียกรวมกันว่าโนราชาตรี

          สืบทอดการละเล่นในศาสนาผีที่มีมาก่อน แล้วมีพัฒนาการผ่านยุคสุวรรณภูมิ, ทวา รวดีศรีวิชัย, และยุคต่างๆที่มีในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์

          จนเข้าสู่ยุคอยุธยา จึงมีโนราใส่เล็บปลอมจากอยุธยาแพร่ลงสู่ภาคใต้ แล้วสืบทอดถึงปัจจุบัน

          3. ละครใน (ของชาววัง), ละครนอก (ของชาวบ้าน)

          ราชสำนักอยุธยา (หรือก่อนนั้นก็ได้) รับแบบแผนการละเล่นละครแก้บนของชาวบ้าน (ซึ่งเรียกภายหลังว่า ละครชาตรี) ไปปรับปรุงเป็นละครในวัง โดยให้นางในวังเล่นทั้งหมด แล้วรัดเครื่องอย่างโขน

          ละครชาตรีของชาวบ้านเลียนแบบละครในวังอีกทีหนึ่ง จึงเกิดอย่างใหม่เรียก ละครนอกวัง

          4. ลิเก

          แรกมีสมัย ร.5 เลียนแบบการละเล่นแขกสวด เรียกดิเกร์ ของมลายูปัตตานี แล้วผสมเข้ากับละครชาตรี, ละครนอก ซึ่งเป็นพื้นฐานเดิมที่มีมาก่อน

          ลักษณะเฉพาะของละครชาตรี คือ มีเทริด, มีหน้ากาก, มีประกาศหน้าบท, มีคนบอกบท

          สุนทรภู่ เมื่อเป็นหนุ่มในแผ่นดิน ร.2 เคยรับจ้างบอกบทให้ละครคณะนายบุญยัง (อยู่ย่านวังหลัง ฝั่งธนบุรี) เป็นละครชาตรีสืบจากยุคอยุธยา (ไม่ได้มาจากปักษ์ใต้อย่างที่ชอบอ้างกัน) เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ผู้ดีและชาวบ้านยุคนั้น

          โนราชาตรีบ้านหลานหลวง (ย่านวัดแค นางเลิ้ง) ของตระกูลเรืองนนท์ ถูกเกณฑ์จากปักษ์ใต้ (นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา) สมัย ร.3 พ.ศ. 2375 แล้วรับจ้างเล่นโนราชาตรีในกรุงเทพฯสืบจนปัจจุบัน

          ลูกหลานตระกูลนี้ยังมีรับราชการตีระนาดเอกอยู่กรมศิลปากร คือ บุญสร้าง (ปู) เรืองนนท์ (เล่นหนังเรื่องโหมโรงด้วย) ทำละครชาตรีได้ แต่กรมไม่ทำ

          ละครชาตรี มีรากเหง้าจากการละเล่นในศาสนาผี แล้วเป็นละครแก้บน ทุกวันนี้ยังเหลือแหล่งรับจ้างเล่นแก้บนอยู่ไม่กี่แห่ง เช่น 1. ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สนามหลวง 2. วัดมหาธาตุ เพชรบุรี 3. วัดหลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา

          ที่ศาลพระพรหม (สี่แยกราชประสงค์) กับศาลพระศิวะ (เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า) มีแต่รำแก้บน ไม่มีละครชาตรี แต่ใครจะจ้างเล่นละครชาตรีก็รวบรวมเล่นให้ได้

          ละครชาตรี ไม่ได้มีรากเหง้าจากอินเดีย และไม่ได้มีกำเนิดจากราชสำนัก จึงไม่มีการเรียนการสอนในหน่วยงานสังกัด ก. วัฒนธรรมและสถาบันอื่นๆทั่วประเทศ เพราะเขารังเกียจ

          กรมศิลปากร ไม่มีคนเล่นละครชาตรี แต่ก่อนถ้าจะให้มีละครชาตรีที่โรงละครแห่งชาติ ก็ต้องจ้าง“ตาพูน เรืองนนท์” บ้านหลานหลวง จนทุกวันนี้ก็ทำอย่างนั้น

          ละครชาตรีเคยทันสมัยอยู่ร่วมสังคมไทยมานานเป็นพันๆปี เมื่อลิเกสร้างความทันสมัยโดนใจชาวบ้านขึ้นแทนที่ ละครชาตรีก็ลดความนิยมลงไป จนใกล้จะเสื่อมสูญ

          ขณะนี้ละครชาตรีมีแนวโน้มสูญแน่ เพราะรำแก้บนเป็นที่นิยมแทนละครชาตรีแก้บน ซึ่งราคาถูกกว่า และรวดเร็วทันใจกว่า ใช้เวลาไม่กี่นาที ขณะที่ละครชาตรีต้องเล่นเป็นชั่วโมง

          แค่ศึกษาความเป็นมาอย่างมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุน แล้วแบ่งปันเผยแพร่ออกไปตามจริง ยังไม่มีหน่วยงานและสถาบันใด ในสังกัด ก. วัฒนธรรม ทำหน้าที่จริงๆจังๆ

          แล้วจะหวังให้ละครชาตรีมีชีวิตคืนมา ผมพยายามสอบถามผู้มีความรู้ความคิดวิทยายุทธ์ประสบการณ์หลากหลาย ต่างพูดตรงกันว่าคงยากเย็นกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาหิมาลัย

          เว้นเสียแต่รณรงค์ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวตระกูลเจ๊กจีนนิยมแก้บนด้วยละครชาตรี แล้วมีโรงเล่นตามศาลหลักเมืองและศาลเจ้าอื่นๆทั่วประเทศif (document.currentScript) {