มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556


         นิทานลูกฆ่าพ่อ มีในตำนานพระปฐมเจดีย์ (จ. นครปฐม) เรื่องพญากง พญาพาน เป็นวรรณกรรมอยุธยา

         แล้วยังมีในตำนานพระนอนจักรสีห์ (วัดพระนอนจักรสีห์ อ. เมือง จ. สิงห์บุรี)  2 สำนวน โครงเรื่องหลักเหมือนกัน คือลูกฆ่าพ่อ แต่ตัวพ่อต่างกัน คือพ่อเป็นสิงห์เรื่องหนึ่ง และพ่อเป็นสุนัขอีกเรื่องหนึ่ง

         นิทานเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนาของท่านมหาเถรศรี ศรัทธาฯ เชื้อวงศ์สุโขทัย

 

พ่อเป็นสิงห์

         ตำนานพระนอนจักรสีห์ มีพ่อเป็นสิงห์ (ต้นเค้าจากมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา)ได้จากหนังสือ “ประวัติพระพุทธไสยาสน์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี” (วัดพระนอนจักรสีห์ พิมพ์แจกเมื่อ พ.ศ. 2508)

         มีข้อความบอกไว้ตอนต้นเรื่องว่าได้จากตำนานที่เขียนไว้โดยพระครูพุทธไสยาสน์มุนี แล้วเจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มาคัดลอกไว้ ดังต่อไปนี้

         “ในอดีตกาลนานมา มีสัตว์ตัวหนึ่งนัยว่าเป็นสิงห์ อาศัยถ้ำคูหาอยู่ในบริเวณ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์

         สิงห์ตัวนี้ได้ไปหากินถึงแขวงเมืองชัยนาท ไปพบบุตรีของเศรษฐีผู้หนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อ) มีความปฏิพัทธ์รักใคร่ในนางนั้นเป็นกำลัง เมื่อได้ทีจึงรวบรัดนางนั้นขึ้นหลังพามายังถ้ำคูหาแห่งตน และได้สมสู่เป็นสามีภรรยาด้วยกันมาช้านาน ก็มีครรภ์

         ครั้นถึงกำหนดก็คลอดบุตรชายเป็นมนุษย์ บิดามารดามีความชื่นชมยินดีเป็นที่สุด และขนานนามบุตรว่า สิงหนพาหุ (โดยมากเรียกติดปากว่า สิงหพาหุ)

         ครั้นสิงหนพาหุเจริญวัยขึ้น เมื่อสิงห์ผู้เป็นบิดาไปเที่ยวหาอาหารในป่า สิงหนพาหุก็ไปเที่ยวด้วยเสมอ แต่หาทราบไม่ว่าสิงห์นั้นเป็นบิดาของเธอ

         วันหนึ่งได้โอกาสจึงอ้อนวอนถามมารดาว่าบิดาของข้าพเจ้าคือใคร มารดาจึงตอบเป็นนัยๆ ว่าวันนี้เจ้าไปเที่ยวกับใคร คนนั้นแหละคือบิดาของเจ้า

         สิงหนพาหุเมื่อทราบชัดว่าสิงห์นั้นเป็นบิดาของตนตามคำมารดาบอก ก็เกิดความโทมนัสน้อยใจ คิดละอายแก่เพื่อนมนุษย์ ด้วยว่าบิดาของตนเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เหตุนี้เองจึงทำให้สิงหนพาหุคิดเห็นผิดเป็นชอบ คอยหาโอกาสที่จะประหารชีวิตบิดาเสีย

         ครั้นวันหนึ่งคิดเห็นอุบายอันเหมาะสม ที่จะทำลายชีวิตบิดาได้แล้ว ก่อนจะไปป่าจึงขอให้มารดาห่ออาหารให้ห่อหนึ่งแล้วเดินทางเข้าสู่ป่า พร้อมกับสิงห์ผู้เป็นบิดา พบสัตว์ฝูงหนึ่งในที่ใกล้บริเวณต้นโพธิ์ สิงห์จึงให้บุตรคอยอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ตนออกเที่ยวจับสัตว์ในป่าเพลินอยู่

         ฝ่ายสิงหนพาหุคอยบิดาอยู่ เมื่อไม่เห็นบิดากลับมาจึงขึ้นต้นโพธิ์ตะโกนร้องเรียก เมื่อบิดากลับมาถึงแล้วจึงจัดอาหารให้รับประทานภายใต้ต้นโพธิ์ สิงหนพาหุถืออาวุธแอบหลังคอยทีอยู่ พอได้ทีก็ฟันคอบิดาขาดตายในที่นั้น จึงตัดกิ่งโพธิ์คลุมศพบิดาไว้ในสถานที่นั้นๆ จึงมีนามว่าโพธิ์ตะโกน ตั้งแต่วันนั้นมาจนบัดนี้

         ครั้นเสร็จจากการทำลายชีวิตบิดาแล้ว จึงกลับมายังคูหาแจ้งความตายที่ตนได้ปลงชีวิตบิดาแก่มารดาทุกประการ นางมีความเศร้าโศกร่ำไห้ถึงสามีมิวายวัน

         ครั้นวายโศกแล้ว จึงปรึกษากับสิงหนพาหุว่าจะปลงศพบิดาเจ้าที่ไหนจึงจะสมควร ได้รับตอบว่าควรจะปลงศพที่โคกจันทน์ ซึ่งเป็นบริเวณใกล้คูหา เป็นอันตกลงนำศพมาทำฌาปนกิจที่โคกจันทน์ บัดนี้สถานที่นั้นก็ยังมีปรากฏอยู่

         ครั้นปลงศพเสร็จแล้ว สิงหนพาหุจึงอาราธนาพระเถรานุเถระทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมกัน ในสถานที่สมควรแห่งหนึ่ง แล้วจึงเรียนถามว่าบัดนี้ ข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นโทษที่กระทำผิดต่อบิดานั้นแล้ว จะกระทำอย่างไรดีจึงจะพ้นโทษนั้นได้

         พระสงฆ์ทั้งหลายจึงบอกว่าควรจะสร้างพระพุทธรูปและกุฎีวิหารถวายเป็นสังฆิการาม แด่พระสงฆ์ทั้งหลายผู้มาแต่จาตุทิศทั้ง 4 นั่นแหละเห็นว่าจะเป็นบุญกุศลช่วยบรรเทาบาปกรรมอันหนักยิ่งของท่านได้บ้าง

         สิงหาพาหุจึงได้เริ่มก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นองค์หนึ่ง เอาทองคำโตสามกำยาว 1 เส้น ทำเป็นแกนพระพุทธรูป ได้สร้างทับคูหาบิดาไว้ และสร้างกุฎีวิหารเป็นพระอารามสำเร็จบริบูรณ์ จึงได้มีการประชุมพระสงฆ์ฉลองถวายจตุปัจจัยไทยธรรม

         ครั้นเสร็จแล้วจึงเรียนถามพระสงฆ์อีกวาระหนึ่ง ว่าด้วยเดชะอำนาจกุศลสมภารที่ข้าพเจ้าได้ก่อสร้างพระพุทธรูปและพระอารามนี้ จะพ้นโทษได้หรือยัง พระสงฆ์จึงบอกว่าอาจเป็นนิสสัยช่วยได้บ้างแล้ว

         ครั้นต่อมา สิงหนพาหุจึงได้จัดสร้างพระอารามขึ้นที่ต้นโพธิ์ซึ่งเป็นสถานที่ทำลายชีวิตบิดาถึงแก่กรรมอีกแห่งหนึ่ง จึงได้นามว่าวัดสระบาป บัดนี้ยังมีปรากฏอยู่ แต่ร้างเสียแล้ว (น่าสงสัยอยู่ โพธิ์ตะโกนที่ชาวบ้านใกล้เคียงรู้จักดี เป็นคนละแห่งกับวัดสระบาป มิใช่แห่งเดียวกัน)

         ครั้นสร้างวัดสระบาปแล้ว ได้สร้างขึ้นอีกวัดหนึ่งที่ริมน้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านสมัคร อำเภอพุทรา บัดนี้เรียกอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ให้นามว่าวัดประชด บัดนี้ชื่อว่าวัดพระโชติการาม ยังมีพระจำพรรษาอยู่จนทุกวันนี้

         ครั้นภายหลังวันหนึ่ง สหายของสิงหนพาหุชื่อ ขุนอินทร์ เป็นคนชาวเมืองอ่างทอง ได้มาเยี่ยมสิงหนพาหุๆ ได้เล่าเรื่องที่ตนประหารบิดาจนถึงแก่กรรมด้วยความคิดผิด ขุนอินทร์บอกว่าจะก่อพระพุทธรูปสร้างพระอารามอุทิศส่วนกุศลให้กับท่านอีกแห่งหนึ่ง สิงหนพาหุมีความยินดีมาก ครั้นเป็นการตกลงกันแล้ว ขุนอินทร์ก็ลากลับ ขุนอินทร์เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้ว ได้คิดถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่สิงหนพาหุ จึงก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นอีกองค์หนึ่ง ในเขตเมืองอ่างทอง มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธไสยาสน์ที่สิงหนพาหุสร้างไว้ แล้วสร้างกุฎีวิหาร พร้อมเสร็จเป็นอารามขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีนามว่า วัดขุนอินทร์ประมูล ดังปรากฏองค์พระพุทธไสยาสน์มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

         ครั้นนานมา กุฎีวิหารและองค์พระพุทธไสยาสน์ที่สิงหนพาหุสร้างไว้ ชำรุดหักพังทำลายลง จนไม่ปรากฏว่าเป็นองค์พระพุทธไสยาสน์ เป็นแต่โคกเนินสูงอยู่กว่าภูมิภาคส่วนอื่นเท่านั้น

         มีพ่อค้าเกวียนผู้หนึ่ง นามว่าท้าวอู่ทอง ได้พาเกวียนประมาณ 500 เล่ม เดินทางข้ามเนินซึ่งเป็นองค์พระพุทธไสยาสน์นี้ไป

         ครั้นเกวียนลงจากเนินนั้นหมดแล้ว ท้าวอู่ทองจึงเห็นทองคำติดกงเกวียน มีความประหลาดใจ จึงชวนกันเดินย้อนทางมา เพื่อจะตรวจให้ทราบแน่ชัดว่าทองติดกงเกวียนมาแต่ไหน

         ก็พบทองคำมีอยู่บนเนินนั้น จึงจัดการขุดดูเห็นทองคำโตสามกำ ยาว 1 เส้น จึงสันนิษฐานว่าคงจะเป็นแกนองค์พระพุทธไสยาสน์ ได้ชักชวนบรรดาพ่อค้าเกวียนปฏิสังขรณ์ให้เป็นองค์พระพุทธไสยาสน์ขึ้นอีก พร้อมทั้งกุฎีวิหารให้บริบูรณ์ดังเดิม

         แล้วสร้างวัดอีกวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานพักเกวียนและโค ปรากฏนามว่า วัดโคพัก มาจนบัดนี้ แต่ร้างเสียแล้ว

 

พ่อเป็นสุนัข

         ร.5 เสด็จไปนมัสการพระนอนจักรสีห์ ทรงจดนิทานพระนอนไว้อีกสำนวนหนึ่ง (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังต่อไปนี้

         คำเล่าอีกอย่างหนึ่งว่า พระยาจักรีศรีเป็นผู้สร้าง

         เรื่องราวเดิมว่าพระมหากษัตริย์ในแถบนี้ มีพระราชธิดาองค์หนึ่งเลี้ยงสุนัขไว้นั้น ภายหลังมาสุนัขได้สมัครสังวาสด้วยพระราชธิดามีครรภ์ขึ้น พระบิดาให้สืบสวนหาชายชู้ไม่ได้ จึงได้ความว่าพระราชธิดานั้นเป็นชู้กับสุนัข ให้ขับเสียจากพระราชวัง

         นางนั้นคลอดบุตรมาเป็นพระยาจักรีศรี

         ครั้นอยู่มาพระราชบิดาทรงทราบว่าพระราชนัดดารูปโฉมโนมพรรณดีกลับทรงพระกรุณาขึ้น จึงให้ไปรับเข้ามาไว้ในพระราชวังตามเดิม

         ครั้นพระอัยกาสิ้นพระชนม์ พระยาจักรีศรีก็ได้ครองราชสมบัติสนองพระองค์ต่อไป มีบุญบารมีเป็นอันมาก ภายหลังมามีความสงสัย จึงได้ถามพระมารดาว่าใครเป็นพระบิดา

         มารดาจึงแจ้งความว่าผู้ใดที่ตามไปมาอยู่ด้วยเสมอ ผู้นั้นแลเป็นพระบิดา

         พระยาจักรีศรีสังเกตดูสุนัขซึ่งเป็นบิดานั้นติดตามอยู่เสมอก็มีความขัดเคือง จึงได้ฆ่าสุนัขนั้นเสีย ก็เผอิญบังเกิดมืดมัวไปทั่วทิศ พระยาจักรีศรีจะเสด็จกลับเข้าวังก็ไม่ได้ จึงได้เอาไส้สุนัขซึ่งเป็นบิดานั้นพันพระเศียร แล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง อากาศที่มัวมนนั้นก็หายไป จึงได้มีความร้อนพระทัยไปหาพระมหาเถรปรึกษาที่จะแก้บาปปิตุฆาต

         พระมหาเถรจึงได้ทูลให้สร้างพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ จึงมีนามปรากฏว่า พระนอนจักรศรี ตามพระนามของพระยาจักรีศรีนั้น

         นิทานเรื่องนี้ ร.5 ทรงมีพระราชดำริว่าเรื่องราวคล้ายกันกับเรื่องพญากง พญาพาน

 

มหาเถรศรีศรัทธาฯ

         มีร่องรอยหลายอย่างให้น่าเชื่อว่าท่านมหาเถรศรีศรัทธา (เจ้านายราชวงศ์สุโขทัย) มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิทานลูกฆ่าพ่อที่วัดพระนอนจักรสีห์ (จ. สิงห์บุรี)

         ผมเคยเขียนอธิบายไว้ในหนังสือพระปฐมเจดีย์ฯ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545 หน้า 154-159) จะสรุปมาดังนี้

         ใกล้กับพระนอนจักรสีห์ยังมีวัดหน้าพระธาตุ (เดิมเรียกวัดหัวเมือง) มีพระธาตุเป็นรูปปรางค์ ด้านตะวันออกเป็นพระวิหารหลวง ด้านตะวันตกเป็นพระอุโบสถ มีพระเจดีย์กลมเรียงรายอีกหลายองค์

         นี่แสดงว่าตั้งแต่พระนอนจักรสีห์ถึงปรางค์พระธาตุเป็นบริเวณที่มีความสำคัญ หรืออาจเป็นบ้านเมืองมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว

         พระราชพงศาวดารเหนือกับตำนานพระปฐมเจดีย์ เล่าว่าท่านมหาเถรฯ (พระมหาเถรไลยลาย) ทำบุญบรรจุพระบรมธาตุที่ได้จากลังกาไว้ที่เมืองชัยนาทกับเมืองอ่างทอง จะเห็นว่ามีร่องรอยไปเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองละแวกอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับพระนอน

         ชื่อสถานที่ที่ท่านมหาเถรศรีศรัทธาฯ ไปทำบุญนั้น จารึกวัดศรีชุมระบุว่า “กุดานครกำพงครอง” และจารึกวัดเขากบบอกว่า “รัตนกูดานคร ไทยว่ากำพงครอง”

         “รัตนกูดานคร” คือชื่อเมืองอย่างเป็นทางการอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงบ้านเมืองที่มีปรางค์พระธาตุที่วัดหัวเมืองหรือวัดหน้าพระธาตุบริเวณพระนอนจักรสีห์ ริมแม่น้ำน้อย จ. สิงห์บุรี เป็นศูนย์กลาง และควรจะเป็นสถูปที่ท่านมหาเถรศรีศรัทธาฯ เชิญพระธาตุจากลังกามาประดิษฐานไว้ข้างใน

         แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียก “กำพงคลอง” หรือ “สพงคลองพลับ” หมายถึงบ้านคลองพลับหรือเมืองคลองพลับ (คำว่า “กำพง” หรือ “สพง” มาจากภาษามลายู หมายถึงท่าน้ำหรือตำบล แต่ในที่นี้หมายถึงบ้านหรือเมืองขนาดเล็ก)