มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556

 

          ท้าวอู่ทอง เป็นชื่อวีรบุรุษในตำนาน บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง มีวรรณกรรมคำบอกเล่าเก่าแก่สืบทอดต่อๆ กันมาหลายสำนวนนับไม่ถ้วน

          สำนวนแรกสุดมีเมื่อไร? หาพยานหลักฐานไม่ได้ แต่สำนวนเก่าสุดเท่าที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร มีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 2000 อยู่ในพงศาวดารเหนือ

 

พระเจ้าอู่ทอง

          กษัตริย์ที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1893 มีนามในเอกสารโบราณว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เท่านั้น ไม่มีต่อท้ายว่าพระเจ้าอู่ทอง

          แต่นักปราชญ์และนักวิชาการสมัยหลังๆ ยกนิทานท้องถิ่นเรื่องท้าวอู่ทองมาเติมท้ายพระนามสมเด็จพระรามาธิบดีว่า “พระเจ้าอู่ทอง” เพราะเชื่อว่าเป็นองค์เดียวกัน ทั้งๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

 

ท้าวอู่ทอง ในพงศาวดารเหนือ

          ท้าวอู่ทอง ครองอยู่บ้านเมืองทางลุ่มน้ำยม-น่าน

          ต่อมา เคลื่อนย้ายลงไปครองอยู่บ้านเมือง (ที่พระยาแกรกเคยครองมาก่อน) ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

          อยู่มาไม่นานมีห่าลงเมือง จึงหนีห่าสร้างเมืองใหม่บริเวณที่เป็นเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกภายหลังว่า อยุธยา

          แล้วให้โอรส 3 องค์ ไปครองเมืองนคร (ศรีธรรมราช), เมืองตะนาว (ศรี), และเมืองเพชรบุรี

 

เอกสารฝรั่งเศส

          เส้นทางการเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำยม-น่าน ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างของท้าวอู่ทอง ในพงศาวดารเหนือ

          สอดคล้องกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มีในคำบอกเล่าของชาวสยามอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แล้วมีบันทึกในเอกสารฝรั่งเศส 2 เล่ม คือ

          1. จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด 2. จดหมายเหตุของลาลูแบร์

          คำบอกเล่าใน 2 เล่ม เป็นตำนานนิทานท้าวอู่ทองเรื่องเดียวกัน

          เริ่มเรื่องว่าปฐมบรมกษัตริย์ครองบ้านเมืองทางสองฝั่งโขง แล้วเคลื่อนย้ายผ่านทางลุ่มน้ำยม-น่าน ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในที่สุดก็สถาปนาอยุธยาขึ้น

 

ขุนบรม

          เส้นทางการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนจากสองฝั่งโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ยังมีร่องรอยอยู่ในนิทานเรื่องขุนบรม กับนิทานแถนและกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง

          โดยสรุปว่า ขุนบรม (เป็นเชื้อสายแถน) มีลูกชาย 7 คน ต่างแยกครัวไปครองบ้านเมืองต่างๆ

          ขุนลอ คนโต ครองเมืองชวา คือ หลวงพระบาง

          งั่วอิน คนที่ห้า ครองเมืองอโยธยา (หมายถึงอโยธยา-สุพรรณภูมิ ในไทย)

 

สำเนียง “เหน่อ”

          กลุ่มชนจากสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ผ่านลุ่มน้ำยม-น่าน ทางอุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย

          แล้วลงทางฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทางชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, นครปฐม, กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, ฯลฯ จนถึงนครศรีธรรมราช

          ส่งผลให้สำเนียงพูดของคนพื้นเมืองทางแถบนี้ถูกเรียกในปัจจุบันว่า “เหน่อ”

          แต่ใกล้เคียงสำเนียงลาวสองฝั่งโขง เช่น หลวงพระบาง ยังมีตกค้างอยู่ที่สำเนียงชาว จ. เลย

 

ท้าวอู่ทอง วีรบุรุษในตำนาน

          ท้าวอู่ทอง เป็นชื่อวีรบุรุษในตำนาน  มีคำบอกเล่าเป็นนิทาน แพร่หลายทั่วไปบริเวณที่ราบลุ่มˆน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง เท่าที่พบขณะนี้มี 7 เรื่อง จำแนกเป็นชุดได้ 5 ชุด คือ

          ชุดที่ 1.  อยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182

          ชุดที่ 2.  อยู่ในพงศาวดารเหนือ (รวมอยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1)

          ชุดที่ 3.  มี 2 เรื่อง แต่ใจความสำคัญเป็นเรื่องเดียวกัน พิมพ์อยู่ในเอกสาร 2 เล่ม คือ จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด กับ จดหมายเหตุของลาลูแบร์

          ชุดที่ 4.  มี 2 เรื่อง แต่ใจความสำคัญเป็นเรื่องเดียวกัน คือ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช กับ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช

          ชุดที่ 5.  อยู่ในพระราชพงศาวดารสังเขป ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส

          ตำนานเหล่านี้มีชื่อต่างกัน แต่หมายถึงท้าวอู่ทองทุกเรื่องเหมือนกัน โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน เหตุการณ์ไม่เหมือนกัน ช่วงเวลาก็ไม่ตรงกัน

 

นิทานท้าวอู่ทอง

          เรื่องท้าวอู่ทองประทับอยู่ในความทรงจำของผู้คนบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง จึงมีคำบอกเล่าแพร่กระจายทั่วไป เช่น

          โคลงนิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่ มีบทหนึ่งกล่าวถึงบ้านทึง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เมืองสุพรรณบุรี ความว่า

          ผู้เฒ่าเล่าเรื่องหย้าน                บ้านทึง

          ท้าวอู่ทองมาถึง                          ถิ่นถุ้ง

          แวะขอเชือกหนังขึง                     เขาไม่ ให้แฮ

          สาปย่านบ้านเขตคุ้ง                     ขี้ทึ้งทึงแปลงฯ

          กลอนนิราศวัดเจ้าฟ้า ของ สุนทรภู่ พรรณนาถึงบ้านสามโคก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตเมืองปทุมธานีว่า

          พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคก        เป็นคำโลกสมมุติสุดสงสัย

          ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้           ว่าท้าวไทยพระอู่ทองเธอกองทรัพย์

          หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้าง           ด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ

          พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับ                ทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง

          ส่วนกลอนนิราศพระประธม ของ สุนทรภู่ ก็พรรณนาบางขุนกองที่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกน้อย ว่า

          บางขนุนขุนกองมีคลองกว้าง            ว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ

          เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทอง       แต่คนร้องเรียกเฟือนไม่เหมือนเดิม

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจดคำบอกเล่าเรื่องท้าวอู่ทองและเมืองอู่ทองของชาวบ้านที่บ้านจระเข้สามพัน (ภายหลังตั้งเป็น อ. อู่ทอง) เมืองสุพรรณบุรี        

          อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ยังจดเรื่องท้าวอู่ทองจากคำบอกเล่าเกี่ยวกับวัดปราสาทในคลองบางกอกน้อย

          แม้‰บริเวณที่เป็นกรุงเทพฯ ก็มีนิทานเรื่องท้‰าวอู่ˆทองเดินทางผ่านบริเวณดอนเมือง, บางซ่อน, บางซื่อ, บางเขนด้‰วย

          ถ้าประมวลเรื่องราวในตำนาน พงศาวดาร นิทาน และคำบอกเล่าทุกๆ เรื่องแล้ว ท้าวอู่ทองเป็นวีรบุรุษไปเกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆ ทั่วไปหมด ยิ่งสำรวจตรวจสอบแล้วเก็บคำบอกเล่าต่อไปอีกก็จะพบชื่อท้าวอู่ทองมากกว่านี้อีก

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);