มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556


          ดนตรีไทย ไม่มีโน้ต ต้องถ่ายทอดด้วยระบบความจำตัวต่อตัวระหว่างครูกับศิษย์

          ครูมีทำนองเพลงตามขนบอยู่ในความจำ (ซึ่งจำจากครูของครูมาก่อน) ถ่ายทอดโดยบอกทำนองให้ศิษย์รับไปทีละวรรค ทีละตอน ทีละท่อนเพลง จนกว่าจะจบแต่ละเพลง ซึ่งใช้เวลานานมากน้อยต่างกัน

          ต่อมาพยายามสร้างโน้ต โด เร มี เลียนแบบสากล แต่ไม่เขียนเป็นสัญลักษณ์ตัวเขบ็ตเหมือนฝรั่ง หากเป็นตัวอักษรย่อ เช่น ด ร ม หรือไม่ก็ตัวเลขที่สมมติแทนนิ้วมือกดทับสายเครื่องสายและอุดรูเครื่องเป่า

          ถึงอย่างนั้นก็เน้นความจำเป็นหลัก ต้องเล่นให้เหมือนครูผู้สอน ใครทำได้เหมือนครูที่สุด คนนั้นดีที่สุด ใครจำเพลงได้มากที่สุด คนนั้นเก่งที่สุด

          หากใครทำต่างจากนี้ จะถูกประณามหยามเหยียดว่าแหกคอก นอกครู หมายถึงเป็นผู้เนรคุณครู หรือศิษย์คิดล้างครู

          เลยส่งผลให้ไม่มีศิษย์กล้าคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะกลัวถูกประณาม จึงไม่มีทำนองใหม่ เพลงใหม่

          ดนตรีไทยเลยหาทางออกโดยแข่งกันเล่นเร็ว, แรง, โลดโผน ด้วยเทคนิคใหม่ แล้วยกย่องกันเองว่าทำสิ่งใหม่ สร้างสรรค์ใหม่ แต่เก่าทั้งนั้น ฝรั่งเรียก development in framework ไทยเรียกวนในอ่าง หรือ กร่างในกะลา

          การเรียนการสอนดนตรีไทย เป็นแบบจำลองการศึกษาไทยทั้งระบบ ที่ อ. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ 15 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 10) บอกว่า

          “การศึกษา/การเรียนรู้ในสังคมไทยโดยเฉพาะในวงการศึกษาจะเป็นการศึกษา/และเรียนรู้ในลักษณะที่ทำตามๆกันมา” แล้วยังอธิบายเพิ่มอีกว่า “ระบบการศึกษาไทยตกอยู่ในกับดักของการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา”

          “และที่น่าตกใจ ก็คือ การยึดเอาเฉพาะที่ตนเองเรียนรู้มาเป็นสัจจะสูงสุดเท่านั้น”

          “การคิดและทำงานวิจัยของครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ภายในกรอบคิดนี้เป็นหลัก”

          “โดยที่ไม่สนใจในตัวคำถามว่าควรจะหาคำตอบใหม่หรือไม่”

          สังคมไทยต้องเปลี่ยนการเรียนรู้แบบทำตามกันมา ให้ก้าวไปสู่การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์

          ครูบาอาจารย์ต้องใจกว้างกว่าเดิม ซึ่งทำได้ยากมาก แต่ก็ต้องพยายามฝึกฝนทำจงได้ มิฉะนั้นอนาคตของไทยตามไม่ทันเพื่อนบ้านอาเซียน (ยังไม่ต้องคิดตามทันยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน, ฯลฯ)

          ประเด็นนี้ อ. อรรถจักร์แนะนำไว้แล้ว จะขอคัดมาแบ่งปันเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไปอีก ดังนี้

          “การสร้างความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์อยู่กับความเข้าใจในธรรมชาติของ ‘ความรู้’ กันใหม่ เพราะหากเราคิดแบบเดิม ความรู้ก็คือสิ่งที่สั่งสอนกันมา แล้วเราก็ยึดให้มั่น และถ่ายทอดมันต่อไป ซึ่งก็เกือบไม่มีความหมายอะไรต่อสังคม”

          ความรู้ไม่มีวันหยุดนิ่ง “ทฤษฎีต่างๆที่เคยใช้ในวันนี้ย่อมไม่คงทนถาวรตลอดไป เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทฤษฎีความรู้ต่างๆก็เปลี่ยนแปลงตามไปเสมอ”

          การเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการจัดสายสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆเพื่อทำให้เกิด “ความหมายใหม่” จำเป็นที่จะต้องมีฐานความรู้ที่กว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสาขาวิชาที่ร่ำเรียนมา และขณะเดียวกันกลับจะทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆได้ชัดเจนขึ้น

          หากเกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวางมากขึ้นเท่าไร ก็จะส่งผลทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นปัญหาเฉพาะของสายวิชาที่เคยเรียนมานั้นลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

          “ความเข้าใจภาษาศาสตร์เชิงสังคม ย่อมทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของภาษาได้ดีมากขึ้น เป็นต้น”

          ประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทยที่ท่องจำทฤษฎีเก่าตามๆกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว มีจำนวนไม่น้อยพ้นสมัย ซ้ำมิหนำยังกลายเป็นเครื่องมือบาดหมางสร้างบาดแผลกับเพื่อนบ้านโดยรอบ

          หากไม่ปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ นับวันก็จะเป็นไปในทางเสื่อมเสียd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);