มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556

 

          จ. ปราจีนบุรี มีงานเทศกาลมาฆบูชา ตั้งชื่อเป็นภาษาวัดเรียกยากๆ (โดยไม่จำเป็น) ว่า “มาฆปูรมีศรีปราจีน”

          จัดทุกปีบริเวณกลุ่มโบราณสถานสระมรกต อ. ศรีมโหสถ

          บริเวณสระมรกตเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ อยู่นอกเมืองมโหสถ ห่างออกไปทางทิศใต้ไม่มากนัก มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ปนกันเป็นกลุ่ม เช่น

          1. รอยพระพุทธบาทคู่ ยุคทวารวดี ราว 1,500 ปีมาแล้ว สลักบนพื้นศิลาแลง นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าสุดของบริเวณนี้

          2. ซากสุคตาลัย เป็นศาสนสถานประจำ “อโรคยศาล” สร้างทับพุทธสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทคู่ซึ่งมีมาก่อน

          สุคตาลัย หมายถึงที่ประทับพระพุทธเจ้า ในที่นี้คือพระไภสัชยคุรุ (พระพุทธเจ้าที่ทรงเป็นแพทย์ ตามคติมหายาน) อยู่ปราสาทประธาน มีกำแพงล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

          อโรคยศาล หมายถึงศาลาไร้โรค (บางคนเรียกโรงพยาบาล แต่ไม่ใช่) เป็นสถานบำบัดผู้เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยสมุนไพร สร้างด้วยไม้ อยู่ภายนอกกำแพงสุคตาลัย

          3. สระบัวล้า อยู่ใกล้รอยพระพุทธบาทคู่ ไปทางด้านเหนือ ชาวพวนเรียกชื่อบัวล้า เพี้ยนคำเขมรว่า บาราย

          4. สระมรกต อยู่ใกล้รอยพระพุทธบาทคู่ ไปทางด้านตะวันออก ชาวพวนได้ชื่อมรกต เพราะแต่เดิมมีตะไคร่กับไคลน้ำและผำขึ้นเต็ม แลดูคล้ายสีเขียวมรกต

          ตอนเรียนชั้นประถม เมื่อปิดเทอมต้องไปหาหน่อไม้ในป่าดงกับแม่ถึงสระมรกตนี้ ผมยังลงเล่นน้ำ เห็นตะไคร่ไคลน้ำและผำเม็ดๆลอยเป็นแพสีเขียวเต็มสระ

          ผู้ว่าฯ ปราจีนฯ บอกว่า กรมศิลปากรขุดพบรอยพระพุทธบาทคู่มีอายุเก่าสุดยุคทวารวดีและใหญ่สุดในไทย เมื่อ พ.ศ. 2529 (มติชน ฉบับวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 8)

          เรื่องขุดพบรอยพระพุทธบาทคู่ มีเหตุจากเมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อน พ.ศ. 2529 คุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานฯ มติชน ทอดกฐินสามัคคีที่วัดสระมรกต อ. ศรีมโหสถนี่แหละ แล้วมีเงินบริจาคจำนวนหนึ่งนับแสนบาทยกเป็นกองทุนเริ่มต้นให้กรมศิลปากรส่งนักโบราณคดีขุดค้นเนินดินขนาดมหึมา ที่สมัยนั้นมีป่ารกปกคลุม เพราะกรมศิลป์ยังไม่มีงบฯ ขุดค้น

          ครั้งนั้นไม่มีใครรู้ว่าใต้เนินดินจะมีซากศาสนสถานและรอยพระพุทธบาทคู่ เมื่อขุดค้นด้วยทุนกฐินจึงพบ ดังปรากฏทุกวันนี้ ซึ่งยังขุดไม่หมด

          ไม่ห่างมากนักจากรอยพระพุทธบาทคู่ที่สระมรกต ยังมีปูชนียสถานสำคัญ คือต้นโพธิ์ หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีวิหารคดล้อมรอบ

          วิหารคดนี้ แรกสุดสร้างด้วยไม้ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์บอกว่าเลียนแบบลังกา ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นโพธิ์ลังกาที่ท่านมหาเถรศรีศรัทธา (เจ้านายรัฐสุโขทัย) เชิญมาปลูกตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2000 ยุคต้นอยุธยา

          ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี่เอง เป็นเหตุให้คนยุคปลายอยุธยาเรียกดินแดนแถบนี้ว่าดงศรีมหาโพธิ์ ดัง ร.5 ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาไว้นานแล้ว

          ต่อมาจึงตั้งเขตการปกครองว่า อ. ศรีมหาโพธิ (อ่านว่า สี-มะ-หา-โพด) จ. ปราจีนบุรี ตามเค้าชื่อดั้งเดิมว่า ดงศรีมหาโพธิ์ (อ่านว่า สี-มะ-หา-โพ) ผมเกิดที่บ้านด่าน ใกล้ต้นโพธิ์เมื่อ พ.ศ. 2488 ยังเป็นเขต อ. ศรีมหาโพธิ

          หลังจากนั้นประชากรมีมากขึ้น จึงจัดเขตการปกครองใหม่ ให้แบ่งพื้นที่บริเวณที่มีต้นโพธิ์ เป็น อ. โคกปีบ (ตามชื่อตำบลขณะนั้น) เมื่อ พ.ศ. 2513

          หลังขุดพบรอยพระพุทธบาทคู่ ทางการเปลี่ยนชื่อ อ. โคกปีบ เป็น อ. ศรีมโหสถ เมื่อ พ.ศ. 2536 ตามชื่อเมืองโบราณยุคทวารวดี ที่คนพวนเรียกตามชาดกว่า เมืองมโหสถ

          ด้วยเหตุดังนี้ พ.ศ. 2488 ผมเกิดในหมู่บ้านใกล้ต้นโพธิ์ เขต อ. ศรีมหาโพธิ เอกสารหนังสือเล่มก่อนๆจึงลงไว้ว่าเกิดใน อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี

          พ.ศ. 2513 ทางการยกท้องที่ซึ่งมีต้นโพธิ์ตั้งอยู่ ให้เป็น อ. โคกปีบ ผมต้องถูกตีทะเบียนเปลี่ยนไปว่าเกิดใน อ. โคกปีบ จ. ปราจีนบุรี

          ครั้นถึง พ.ศ. 2536 ทางการเปลี่ยนชื่อ อ. โคกปีบ เป็น อ. ศรีมโหสถ ผมถูกกำหนดใหม่ให้เกิดใน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา จนปัจจุบัน

          แต่วันเกิดเดือนเกิดแท้จริงไม่เคยมี เพราะตัวผมเองไม่เคยมีหลักฐานวันเดือนเกิด

          ดังนั้นที่ลงวันที่เท่านั้นเท่านี้ในเอกสารและหนังสือต่างๆ ล้วนสมมุติขึ้นตามสะดวกเป็นครั้งคราว ให้ครบข้อกำหนดของทางการโดยไม่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ทั้งหมดไม่จริง

          เรื่องจริงๆ คือวันไหนก็ได้ บอกให้รู้ว่าอย่าเชื่อในหนังสือเท่านั้นแหละ วันที่อะไรเดือนไหนก็ช่างหัวมันเถอะ