Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

 

           อาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นหมอผีประจำมหาวิทยาลัย

           อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ พลั้งมือ (โดยเจตนาหรืออะไรไม่ทราบ) บอกไว้ในบทความเรื่องพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร (มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 11 ก.พ. 2556 หน้า 6) ตอนหนึ่งว่า

           “เปรียบเทียบกับพิธีรับปริญญาซึ่งเป็นพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านอีกอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน สาระสำคัญของพิธีกรรมอเมริกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากพิธีกรรมไทย

           การให้ปริญญากระทำกันในเชิงสัญลักษณ์โดยอธิการบดี หรือนายกสภามหาวิทยาลัยในฐานะ ‘เจ้าหน้าที่’ ของมหาวิทยาลัย

           ผู้มีศักดิ์สูงสุดในพิธีกรรม คือหมอผีประจำมหาวิทยาลัย อุ๊บส์ขอโทษ อาจารย์ของมหาวิทยาลัย

           ซึ่งจะเดินเข้าแถวตามคทาของ ‘คณาจารย์’ เข้าสู่ห้องประชุมอย่างเคร่งขรึม และทุกคนในห้องประชุมต้องลุกขึ้นยืนให้แก่คทาดังกล่าว

           คทานี้เป็นตัวแทนอำนาจของคณาจารย์ และอำนาจดังกล่าวนั้นประกอบด้วยเสรีภาพทางวิชาการ และความซื่อสัตย์ทางปัญญา”

           หมอผี หมายถึงบุคคลพิเศษผู้รู้ในศิลปวิทยาการ, ผู้เป็นหัวหน้าในพิธีกรรม, แต่โดยทั่วไปในปัจจุบัน หมายถึง(ในทางไม่ดี)ผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์

           หมอผีสมัยโบราณ คือ นักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนัก เทียบปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้ มีร่องรอยในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต พรรณนาถึงแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระสนมเอก กับขุนชินราช (หรือขุนวรวงศาธิราช ก่อนเสวยราชเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา) ว่าเป็น“หมอผี” ดังนี้

           “พระสนมองค์นั้นมีความสนิทชิดชอบกับหมอผี ซึ่งเข้าเฝ้าแปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก เพื่อที่จะช่วยให้หมอผีได้รับตำแหน่งก้าวหน้าขึ้นไปอีก พระสนมได้สมรู้ร่วมคิดกับหมอผีใช้เวทมนตร์สะกดพระเจ้าแผ่นดินและลอบปลงพระชนม์

           ทุกวันพระสนมจะนำหมอผีไปยังห้องพระบรรทม และขออยู่ลำพังกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยอ้างว่าจะขออ่านนิทานสนุกๆ และข้อความที่ควรจะจดจำให้พระเจ้าแผ่นดินสดับ”

           หมอผี ในเหตุการณ์ตอนนี้ทำหน้าที่ “แปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก” และ “อ่านนิทานสนุกๆ และข้อความที่ควรจะจดจำให้พระเจ้าแผ่นดินสดับ”

           หมอผี ในที่นี้ก็คือพันบุตรศรีเทพหรือขุนชินราชเป็นพนักงานเฝ้าหอพระ (อันเป็นที่เก็บรักษาต้นฉบับหนังสือพงศาวดารและตำราศักดิ์สิทธิ์) ย่อมมีโอกาสได้ความรู้จากตำรับตำราในหอพระด้วย เช่น อักษรศาสตร์, พงศาวดาร, ฯลฯ จึงสามารถแปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก

           ที่สุดแล้วก็เป็นพระอาจารย์ถวายความรู้ให้พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระเยาว์ได้

           คำว่าหมอผีในสังคมยุคดึกดำบรรพ์ หมายถึงบุคคลพิเศษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม เทียบได้กับนักบวชในสมัยหลังๆ ที่มีความรู้ความชำนาญทางอักษรศาสตร์และโหราศาสตร์

           ในราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยายังมีตำแหน่งหมอผีหลวงอยู่ในกฎมณเฑียรบาล เมื่อสมเด็จพระอรรคมเหสีทรงครรภ์ถึงเวลา“คลอด” จะต้องมีพิธีกรรมทำโดยหมอผีหลวง

           อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกวันนี้ก็ไม่ต่างจากหมอผี

           ไม่ว่าหมอผีแบบโบราณ หรือแบบปัจจุบันที่หนักไปทางไสยศาสตร์ เข้าทรงทางวิชาการ ทำพิธีครอบ(ความรู้และความคิด)นิสิตนักศึกษาให้คับแคบตามครูอาจารย์ ห้ามอ่านตำราอื่นที่ก้าวหน้ากว่า

           แล้วเรียกร้องให้ต้องเซ่นวักตั๊กแตน คือไหว้ครูประจำปี เพื่อรักษาความภักดี