มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556

 

          หยุด – – – รื้อโบราณสถานศาลฎีกา

          พื้นที่หัวแหวนบนเกาะรัตนโกสินทร์

          เป็นชื่อรายงานพิเศษ โดย “เมล็ดข้าว” พิมพ์ในสกุลไทย รายสัปดาห์ (ฉบับที่ 3044 อังคาร 19 ก.พ. 2556 หน้า 32)

          รายงานเสวนาวิชาการเรื่องหยุดรื้อโบราณสถานศาลฎีกา จัดโดยสมาคมอิโคโมสไทย องค์การด้านอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อต้นเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา

          มีเนื้อความสำคัญๆ จะคัดบางส่วนมาแบ่งปันให้ร่วมกันพิจารณา (ขอแนะนำให้อ่านบทรายงานทั้งหมดที่พิมพ์ในสกุลไทย แล้วจะรู้เองว่า“อ่านอร่อย”เป็นยังไง?) ดังนี้

          “อาคารศาลฎีกาเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติของบุคคล อาคารหลังนี้อยู่บนพื้นที่  สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในหัวแหวนของเกาะรัตนโกสินทร์”

          “ดังนั้น การปรับปรุงอาคารหลังนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของกรมศิลปากรเท่านั้น แต่เป็นสมบัติของชาติ เป็นเรื่องของประชาชนด้วย”

          ภารนี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม บอกที่ประชุมเสวนาวิชาการ แล้วบอกอีกว่า

          “จริงอยู่เมื่อเข้าไปในอาคารหลังนี้ เห็นสภาพความเก่าแก่ทรุดโทรมมากนับตั้งแต่ห้องน้ำ ควรซ่อมแซมภายใน แต่การปรับปรุงหรือจะสร้างใหม่อย่างไรควรมีการให้ข้อมูลการรับฟังที่รอบด้าน และทางเลือกหนึ่งคือสามารถปรับปรุงได้โดยไม่ต้องรื้อ แต่ศาลเลือกที่จะรื้ออาคาร”

          ภารณีกล่าวว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย องค์กรยุติธรรมควรจะเป็นต้นแบบที่ดีในการก่อสร้างที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มิใช่เลือกที่จะอ้างว่าได้รับข้อยกเว้นทางกฎหมาย หากจะมีการปรับปรุงควรเป็นไปตามกลไกปกติของกฎหมายเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ศาลควรรับฟังเสียงทักท้วงของสมาคมสถาปนิกสยามฯ, กรมศิลปากร, ประชาชน

          พูดกันทั่วไปหลายครั้งว่าอาคารศาลฎีกายังไม่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย

          แต่แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ก็ได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ         

          มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร กล่าวว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอำนาจคุ้มครองโบราณสถานได้โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น มีรายงานในสกุลไทยตอนหนึ่งว่า

          “การขึ้นทะเบียนหรือไม่ขึ้นทะเบียนมีผลทางกฎหมาย แตกต่างกันเพียงบทลงโทษที่หนักเบาแตกต่างกันเท่านั้น ถือเป็นประเด็นที่ทางศาลมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง นึกว่ามีผลบังคับเฉพาะกับโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น”

          “ซึ่งไม่ถือว่าแปลกที่นักกฎหมายจะไม่รู้รายละเอียดของพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ เนื่องจากไม่มีการสอนกฎหมายเฉพาะเรื่องที่คณะนิติศาสตร์ จึงเป็นเรื่องที่ทางศาลมีความเข้าใจผิดได้”

          “ขณะนี้มีผู้ละเมิดกฎหมาย ทำผิดกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว” ดร. วสุ โปษยะนันท์ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร บอกในที่ประชุม แล้วย้ำอีกว่า “งานนี้เป็นเดิมพันสำคัญสำหรับกรมศิลปากร ในฐานะผู้ดูแลมรดกของชาติ”

          “หากการทำงานครั้งนี้ไม่สำเร็จ เท่ากับว่าพระราชบัญญัติโบราณสถานซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมศิลปากร ในการปฏิบัติหน้าที่ไม่มีความหมาย”

          มี หรือไม่มีความหมาย? อยู่ที่ใครใช้กับใคร?

          ถ้าใช้กับราษฎรทั่วไป เช่น ชาวบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ ใกล้สะพานผ่านฟ้า หน้าวัดราชนัดดา ก็มีความหมายมากๆ ต้องถูกไล่รื้ออย่างเข้มงวดและเคร่งครัดอย่างยิ่ง

          แต่ถ้าใช้กับ“หน่วยงานที่ไม่ธรรมดา” (คำของ นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร พิมพ์ในสกุลไทย) ก็อย่าหาความหมาย เพราะไม่มี หรือมีน้อยจนเหมือนไม่มี

          เป็นพยานหลักฐานว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีให้เห็นทั่วไป และมิได้มีแต่กับสามัญชนคนเท่านั้น แต่มีในหน่วยราชการกันเองด้วย

          ในแง่ดูแลรักษาโบราณวัตถุสถาน นักโบราณคดี กรมศิลปากร และในมหาวิทยาลัย ต้องรู้เท่าทันการเมือง

          ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แยกตนโดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่านมา โดยหันหน้าเข้าหาเครือข่ายทางสังคมและวัฒนธรรม

          เพื่อสร้างพลังต่อรองกับ“หน่วยงานที่ไม่ธรรมดา” ทั้งหน่วยนี้และหน่วยอื่นๆซึ่งมีอีกมากในไทยที่ไม่เท่าเทียมdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);