มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

 

          เด็กและเยาวชนคนวัยรุ่น ถูกผู้ใหญ่ไทยควบคุมบังคับด้วยหลักสูตรการศึกษา ให้เรียนรู้แต่เรื่องไร้สาระและการแก้ปัญหาอย่างฉาบฉวย

          แล้วยังถูกผู้ใหญ่ไทยพวกนี้ประณามหยามเหยียดอีกว่าชิงสุกก่อนห่าม ทั้งๆทำตามประเพณีที่ผู้ใหญ่ไทยเคยทำมาก่อน ไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่างจากโบราณ

          “วัยรุ่นไทยชิงสุกก่อนห่ามพุ่ง 40%” เป็นข้อความพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ (“ชิงสุกก่อนห่าม” เป็นสำนวนที่พจนานุกรมฉบับมติชน อธิบายว่าหมายถึง “ด่วนทำก่อนเวลาที่ควร”)

          หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวนี้อ้างข้อมูลกรมอนามัย พบวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 10 ใน พ.ศ. 2544 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ใน พ.ศ. 2552 และอายุเริ่มมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเรื่อยๆ (หมายถึงน้อยกว่าอายุ 15)

          พาดหัวข่าวอย่างนี้ไม่เป็นธรรมต่อวัยรุ่น เพราะไม่ได้ทำอะไรผิดปกติหรือแหกขนบธรรมเนียมประเพณีการมีเพศสัมพันธ์ของมนุษย์ธรรมดา หรือแม้กระทั่งระดับคนชั้นสูงและขุนนางในนามความเป็นไทย เช่น นางเอกในวรรณคดีมีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างอายุ 14-16

          นางสีดา อายุ 16 ปี เข้าพิธียกศิลป์แล้วแต่งงานกับพระรามตามพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ร.1 มีว่า “ชันษาก็ได้สิบหกปี ควรที่มีคู่ภิรมย์รัก”

          นางพิม (วันทอง) มีเพศสัมพันธ์กับพลายแก้วครั้งแรกอายุ 16 มีกลอนเสภานางพิมบอกอายุตัวเองว่า “ฉันฤๅปีชวดนะหม่อมพี่ สิบหกปีปีนี้พึ่งปริปริ่ม”

          วัยรุ่นทุกวันนี้มีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุ 15-19 ปี (ตามข่าวแถลงจากกรมอนามัย) จึงอยู่ในเกณฑ์ปกติของคนไทยสมัยก่อน

          วัยรุ่นไทยจึงไม่ได้กระทำชิงสุกก่อนห่าม ตามที่สังคมผู้ใหญ่กล่าวหาพล่อยๆ

          ที่ว่าอายุเริ่มมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติไปจากความเป็นมนุษย์ของภูมิภาคนี้ (หรือในโลกก็ได้) ตั้งแต่โบราณกาลที่อนุญาตให้มีได้ตั้งแต่อายุ 13

          คนในดินแดนสุวรรณภูมิ ราว พ.ศ. 1800 ร่วมยุคอโยธยา, สุโขทัย, นครธม (ในกัมพูชา) มีพิธีสู่ขวัญเด็กหญิงอายุครบ 12 ย่างเข้า 13 ซึ่งถือเฉลี่ยว่าเริ่มจะมีระดู (ประจำเดือน, เมนส์) แล้วเริ่มจะมีกำหนัด แสดงว่าเริ่มจะเป็นสาวแล้ว เท่ากับเป็นพิธีเพื่อจะบอกว่าเตรียมตัวมีเพศสัมพันธ์ได้แล้วอย่างมีสติและรู้เท่าทัน

          ร่องรอยเหล่านี้มีอยู่ในเอกสารของคณะทูตจีนที่บันทึกเกี่ยวกับรัฐเจนละ (หรือเจิ้นลา คือ นครธม)

          ผู้ใหญ่ไทย แทนที่จะโทษเด็กและเยาวชนวัยรุ่น ควรพิจารณาโทษของตนก่อน สมดังที่ นางทิชา ณ นคร ผอ. ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวในการเสวนาคราวหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ (ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ที่ 9 ก.พ. 2556 หน้า 12) ความว่า

          “เด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งมีอยู่ราว 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีกว่าแสนคนที่ตั้งครรภ์ระหว่างเรียน”

          “เด็กเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรที่ต้องถูกสังคมประณาม หรือย้ำแต่สถิติที่เพิ่มขึ้นให้หวาดกลัว เพื่อกลายเป็นจำเลยของสังคม”

          แล้วบอกอีกว่า

          “เด็กเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ผิด แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อแม่ รวมถึงระบบการศึกษาไม่ได้สร้างภูมิการจัดการชีวิตเมื่อเด็กต้องเผชิญสถานการณ์ที่กระตุ้นเร้าให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง”

          “โดยเฉพาะระบบการศึกษาถือเป็นตัวการใหญ่” ที่ทำให้พื้นที่ด้านมืดขยายเพิ่มโดยอาจไม่ได้ตั้งใจ เพราะ“ใช้เวลาไปกับการเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็นมากมาย และแก้ปัญหาที่ฉาบฉวย ทั้งที่ควรสอนหลักสูตรชีวิตที่สอนการจัดการชีวิตเมื่อออกนอกห้องเรียนสามารถเผชิญปัญหาได้จริง”

          ความกำหนัดจะอุบัติขึ้นถึงขีดสุดเมื่อไร? ไม่มีใครกำหนดรู้ได้ล่วงหน้า ต่อเมื่อมีขึ้นแล้วจะบอกใครก็ไม่ได้ จะขออนุญาตครูและผู้ปกครองก็ไม่ทัน ถึงทันก็ไม่ขอ

          เรื่องอย่างนี้ครูและผู้ปกครองรู้ดี เพราะส่วนมากต่างเคยมีวิกฤตอย่างนี้มาก่อนอย่างช่ำชองและเชี่ยวชาญ จึงไม่ควรโทษเด็กวัยรุ่น

          แต่ควรเตรียมการให้มีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต เพื่อจัดการชีวิตจริงในโลกนอกห้องเรียนได้รอดและปลอดภัย เช่น รู้จักคุ้นเคยและควบคุมถุงยางอนามัยได้ดีตั้งแต่ระดับอนุบาล-ประถม เป็นต้น