Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556

 

           “เถ่าชิ่วคนสุดท้าย (The Last Chinese Chef) เป็นเรื่องแต่ง ทว่าโลกการครัวของจีนที่โลดแล่นในเรื่องนี้มีจริง”

           เป็นข้อความบันทึกผู้แต่งที่พิมพ์อยู่ท้ายเล่มหนังสือนิยายเรื่อง เถ่าชิ่วคนสุดท้าย แต่งโดย นิโคล โมเนส แปลโดย ดนัย ฮันตระกูล (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556)

           เถ่าชิ่ว เป็นคำจีน แปลว่า มือหนึ่ง, หัวหน้าในโรงครัว (พจนานุกรมคำพ้อง คำจีน-คำไทย โดย เกาเฟย สำนักพิมพ์อักษรวัฒนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539 หน้า 46) ตรงกับคำอังกฤษว่า chef แปลว่า คนครัว, หัวหน้าคนครัว

           ผมคุ้นเคยเหมือนจะรู้จักและเข้าใจคำเถ่าชิ่วและ chef ครั้นลงมือเขียนต้นฉบับนี้ถึงรู้ตัวเองว่าแท้จริงไม่รู้จักและไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย จึงต้องพึ่งพาพจนานุกรมทั้งคำจีนและคำอังกฤษ

           “จุดสุดยอดของการครัว ไม่ได้อยู่ที่การกิน หรือการทำกับข้าว

           แต่อยู่ที่การให้ การได้กินร่วมกัน

           อาหารจานอร่อยล้ำไม่ควรเสพอยู่คนเดียว”

           นิโคล โมเนส เปิดเรื่องบทแรกด้วยข้อความที่คัดมานี้ แล้วย้ำในบทสุดท้ายอีกครั้งว่า

           “จุดสูงสุดของอาหารแต่ละมื้อ ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาหาร แต่อยู่ที่กิจแห่งการแบ่งปันอาหารแก่กัน”

           “กินข้าวรึยัง” เป็นคำทักทายเป็นปกติธรรมดามากเมื่อพบปะกันที่บ้านเรือนของคนไทย แล้วตามด้วย “กินด้วยกัน”, “แบ่งกันกิน”, ฯลฯ เป็นคำพูดติดปากคนในไทย เรื่องการกินต้องชวนคนอื่นที่อยู่ใกล้ให้กินด้วยกัน

           ในนิยายเรื่องเถ่าชิ่ว เน้นอธิบายอาหารจีนอยู่ใน“สังคมร่วม” ว่าอาหารทุกมื้อที่กินในเมืองจีน ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงสุดหรู หรือมื้อเที่ยงต่ำต้อยของกุลีตามตรอกจะกินร่วมกันเป็นกลุ่ม แล้วบอกอีกหลายอย่างเมื่อเทียบการกินของคนตะวันตกว่า          

           “อาหาร คือหัวใจแห่งใยสัมพันธ์ของจีน” “อาหารทุกมื้อต้องกินร่วมกัน ไม่กินแยกจานใครจานมัน” “ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวิธีการกินในตะวันตก – – – แยกกันกินจานใครจานมัน”

           มีผู้กรุณาส่งหนังสือเถ่าชิ่วคนสุดท้ายเล่มนี้ให้อ่านตอนบ่ายวันหนึ่ง ผมอ่านอย่างมูมมามทันทีที่ได้รับ จนถึงค่ำๆวันนั้นก็จบเล่ม

           ที่ว่าอ่านอย่างมูมมาม เพราะอ่านไป อร่อยไป เหมือนนั่งล้อมโต๊ะกลมกินโต๊ะจีนวงแชร์กับคนอื่นๆอีกเกือบสิบคน อาหารจีนอร่อยต้องนั่งกินโต๊ะกลมรวมกลุ่มแบ่งปันกัน

           โดยลำพังโคตรเหง้าตัวเองแล้วไม่มีบุญวาสนาเสพอาหารจีนบนโต๊ะจีน แต่ “เฮียชิว” สุพล เตชะธาดา เจ้าสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (เวิ้งนาครเขษม) มีเมตตาพาไปกินโต๊ะแชร์กลุ่มโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ เลยได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

           แต่ผมไม่มีรสนิยมการกิน เพราะกินอย่างลิ้นจระเข้ คือใส่อะไรเข้าปากก็สักแต่ว่าเคี้ยวแล้วกลืน โดยไม่ลึกซึ้งรสล้ำของอาหารชั้นเลิศเหล่านั้น

           อาหารไทยแท้ๆ ยังไม่เคยพบ เช่นเดียวกับความเป็นไทยแท้ๆ ไม่เคยเห็น (เหมือนมนุษย์ต่างดาว) จะมีก็แต่อาหารอุษาคเนย์ที่ทำให้ “เน่าแล้วอร่อย” ผสมเข้ากับอาหารจีนเป็นสำคัญ แล้วปนแขก, ปนฝรั่งมังค่าตามมาอีกเป็นขบวน นานเข้ากลายเป็นอาหารไทย กินอร่อย กินดี

           เรื่องอาหารและขนมที่อ้างว่าเป็นของไทย “คิดอะไรไม่ออก บอกท้าวทองกีบม้า” แต่เอาจริงเข้าก็ไม่ใช่ เพราะนักวิชาการบอกว่าที่แท้อาหารและขนมท้าวทองกีบม้าที่ว่านั้นล้วนเป็นโปรตุเกสปนญี่ปุ่น

           ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุจากไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม (มีแต่ประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงคราม) จึงไม่มีเรื่องราวความเป็นมาของข้าวปลาอาหารสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์(รวมไทยอยู่ด้วย)ที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุน

           ทุกวันนี้จึงคิดเหมาๆ หยวนๆ เพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ โน่นนี่นั่นอาหารไทย} else {