มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556

 

          ความเป็นไทยในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่มีเจ๊ก มีแต่แขก

          อุษาคเนย์ เป็นภูมิภาคกึ่งกลางบนเส้นทางการค้าโลก ระหว่างอินเดียทางตะวันตก บนมหาสมุทรอินเดีย กับจีนทางตะวันออก บนมหาสมุทรแปซิฟิก

          สุวรรณภูมิ เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ คล้ายสะพานเชื่อมโยงตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน

          จึงเป็นจุดนัดพบนานาชาติบนเส้นทางการค้าโลก ที่ต้องแล่นเรือใบทะเลสมุทรผ่านสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ซึ่งมีไทยอยู่ตรงกลาง(โดยประมาณ)

          ตะวันตก คืออินเดียไปถึงตะวันออกกลาง ต้องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของสินค้ากับตะวันออก คือจีน และในทางกลับกันก็ต้องการอย่างเดียวกัน

          แต่มีคาบสมุทรสุวรรณภูมิขวางเส้นทางคมนาคมทางทะเลสมุทร (คือบริเวณที่ไทยอยู่ตรงกลาง) ทำให้ตรงนี้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขาย

          แล้วมีพ่อค้าผู้คนทั้งจากตะวันตกกับตะวันออกมาพบปะสังสรรค์กับคนพื้นเมือง จนเกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์และทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งกลายมาเป็นไทยในปัจจุบัน รวมทั้งกลุ่มอื่นในชื่ออื่นๆ เช่น ลาว, พม่า, เขมร, เวียดนาม, มาเลเซีย, ฯลฯ

          สุวรรณภูมิ เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ต่อเนื่องขึ้นไปทางเหนือเป็นผืนเดียวกับดินแดนจีนอันกว้างใหญ่ไพศาล

          ขอบเขตสุวรรณภูมิยุคดึกดำบรรพ์ล้ำเข้าไปในเขตจีนปัจจุบัน เช่น ทางเหนือถึงคุน หมิงในยูนนาน ทางตะวันออกถึงกวางตุ้ง-กวางสีเป็นอย่างน้อย

          เหตุนี้ผู้คนและสังคมวัฒนธรรมจึงมีทั้งส่วนที่เป็นชาติพันธุ์อันหนึ่งอันเดียวกัน กับมีทั้งส่วนที่รับส่งผสมผสานอย่างใกล้ชิดอิทธิพลทางสังคมวัฒนธรรมซึ่งกันและกันไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

          โดยมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นพยานยืนยัน เช่น กลองทัด (ตอกหมุดขึงหนัง) จีนเรียก หนานถงกู่ หมายถึงกลองของคนป่าเถื่อนทางใต้ (แปลว่าไม่ใช่ของจีน), เครื่องมือโลหะสัมฤทธิ์ที่เรียกกลองทองมโหระทึก, และอื่นๆ

          แต่นักปราชญ์สยามยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ให้ความสำคัญต่ออารยธรรมอินเดียเท่านั้น เพราะยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถาปนาสถาบันกษัตริย์และศาสนา

          แล้วไม่มองอารยธรรมจีนที่สร้างสรรค์วิถีชีวิตประจำวันของสามัญชนพลเมือง เช่น อาหารการกิน, ทำสวนยกร่อง, ฯลฯ รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ปืน, กำแพงก่อด้วยอิฐและหิน, ต่อสำเภาเดินทะเลสมุทร, ฯลฯ

          สถาบันทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเต็มไปด้วยผู้รู้ภาษาบาลี-สันสกฤต ต่างบำเพ็ญเพียรแปลคัมภีร์จากอินเดีย แต่ไม่มีผู้รู้ภาษาจีนโบราณที่จะแปลคัมภีร์เอกสารจีนโบราณ ซึ่งมีมากพอๆกัน

          ส่งผลให้ประวัติศาสตร์โบราณคดีแห่งชาติของไทย มีแต่วัดกับวังอย่างแขกพราหมณ์ โดยไม่มีบ้าน และไม่มีคนอย่างเจ๊กจีนdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);