มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556

 

          โบราณสถานทั่วประเทศถูกทำลาย มีเหตุจากการเมืองเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ครูบาอาจารย์ด้านนี้ไม่ยอมรับความจริง แล้วเชื่อเองว่าวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่มีการเมือง ทั้งๆโดยตัวมันเองวิชานี้เป็นการเมือง

          ข่าวซ้ำซากเรื่องโบราณสถานถูกทำลาย มีมากขึ้นตั้งแต่หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ราว 50 ปีมาแล้ว มีเหตุจากการเมืองชัดๆ

          ล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ กรมศิลปากรแถลงว่า ในช่วง 30 ปี พบว่ามีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนได้ถูกทำลายไปมากกว่า 10 แห่ง และที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ได้ถูกทำลายหรือดัดแปลงของเดิมอีกเป็นจำนวนมาก

          เช่น เมืองโบราณในภาคอีสาน อาทิ จ. นครราชสีมา จ. ร้อยเอ็ด และ จ. กาฬสินธุ์ พบปัญหาชาวบ้านเข้าไปทำไร่ทำนาโดยที่ไม่รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นแหล่งโบราณคดี

          ภาคเหนือ อาทิ จ. เชียงราย และ จ. พะเยา พบว่าการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เก่า

          ภาคกลางพบมากที่สุด จ. พระนครศรีอยุธยา มีสิ่งปลูกสร้างอาคารใหม่รุกล้ำอยู่ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

          และในพื้นที่กรุงเทพฯ การทุบทิ้งอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เป็นต้น

          ทั้งหมดมาจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจปนกันวุ่นวาย

          โบราณสถานถูกทำลายโดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่ม คือ 1. หน่วยราชการ 2. ผู้มีอิทธิพล (เช่น พระสงฆ์, นักธุรกิจ, นักการเมืองท้องถิ่น, ฯลฯ) 3. ชาวบ้านทั่วไป

          กลุ่มที่มีศักยภาพทำลายโบราณสถานสำคัญๆ จำนวนมากๆ คือ หน่วยราชการ กับผู้มีอิทธิพล

          ชาวบ้านทั่วไปไม่มีศักยภาพพอ แต่ที่ทำลายเพราะไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเป็นกรณีเล็กๆน้อยๆที่ไม่ค่อยมีผลทำลายล้าง ซึ่งต่างจาก 2 กลุ่มแรก

          เมื่อพิจารณาประจักษ์พยานจริงตามที่กล่าวมา จะเห็นว่าโบราณสถานถูกทำลายมีเหตุจากโครงสร้างทางการเมืองเรื่องอำนาจ และเรื่องอื่นๆที่ยิ่งใหญ่และอยู่นอกเหนือความรับรู้และประสิทธิภาพของบรรดานักโบราณคดีจะบริหารจัดการแก้ไขได้อย่างโดดๆ

          เพราะผู้มีอำนาจทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในกรมศิลปากรทุกวันนี้ ล้วนถูกครอบงำจากเบ้าหลอมเดียวกันว่าวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่การเมือง, นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ไม่การเมือง, ฯลฯ

          (แนวคิดไม่การเมืองในแวดวงข้างต้น มาจากไหน? ยังหาคำอธิบายไม่ได้ บางคนบอกว่าน่าจะมีเหตุจากศิลปะเพื่อศิลปะ ไม่ศิลปะเพื่อชีวิต ก็น่าคิด แต่จะจริงอย่างนั้นหรือไม่? น่าจะอภิปรายกันได้)

          ในโลกนี้ไม่มีอะไรไม่การเมือง

          ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องแก้ไขได้ด้วยการเมือง

          ผมพยายามอธิบายให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องดูแลรักษาโบราณสถานรู้เท่าทันการเมือง แล้วแก้ไขด้วยการเมือง แต่กลับถูกกล่าวร้ายป้ายสีมาหลายสิบปี ปัญหาก็ยังมีซ้ำซาก แก้อะไรไม่ได้ แล้วโทษคนโน้นคนนี้นอกจากตัวเอง

          เมื่อไม่ยอมรับความจริงเรื่องการเมือง ย่อมแก้ไขอะไรไม่ได้จริง นอกจาก(แก้ผ้าเอาหน้ารอด)หลอกตัวเอง และหลอกคนอื่น เหมือนลิงหลอกเจ้า