มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556

 

          พลังสร้างสรรค์ มีทั่วไปในศิลปวิทยาการหลากหลาย แต่โอกาสเข้าถึงมีต่างกัน เพราะความเหลื่อมล้ำทั้งหลาย

          “ต้องพัฒนาคุณภาพของเด็กในต่างจังหวัด และเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะเด็กกลุ่มนี้มีถึง 80% ขณะที่เด็กในเมืองมีเพียง 20%”

          อ. สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในงานเสวนาเรื่องนโยบายและทิศทางการพัฒนาระบบการศึกษาไทย (คม ชัด ลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2556 หน้า 10) แล้วบอกอีกว่า

          “หากไม่พัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กต่างจังหวัด คุณภาพการศึกษาไทยก็ตกต่ำอย่างที่เป็นอยู่”

          “รวมถึงควรให้ความสำคัญเด็กตามแนวตะเข็บของประเทศ ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน”

          ประเด็นเดียวกัน นายชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวต่อที่ประชุมเสวนาเรื่องเด็กออกกลางคันจากระบบโรงเรียนที่มีปีละหลายแสนคน จะต้องทำให้ลดลง (คม ชัด ลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2556 หน้า 11) มีความตอนหนึ่งว่า

          “ถึงเวลาที่เราจะทบทวนวิธีการเรียนการสอนที่มีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่เน้นเฉพาะวิชาการเพียงอย่างเดียว”

          “ควรจะมีหลักสูตรที่เป็นทางเลือกให้แก่นักเรียน และรูปแบบวิธีการเรียนให้เป็นทางเลือกให้แก่นักเรียน”

          เลขาฯ กพฐ. ไม่ได้พูดอย่างนี้เป็นคนแรก แต่นักการศึกษาและไม่การศึกษาของไทยมีมากเป็นกองพะเนินพูดกันมาก่อน และพูดมานานมากแล้ว

          ปัญหาอยู่ที่ผู้มีอำนาจในระบบการศึกษาไทยเลื่อมใสวัฒนธรรมอำนาจนิยมไม่ยอมทำต่างหาก

          อคติทางการศึกษาไทย เห็นได้จากสังคมให้ความสำคัญกับวิชาการจากหนังสือ(ที่มีตัวอักษร)สืบทอดมาแต่โบราณกาลตั้งแต่ยุคแรกมีตัวอักษร ซึ่งยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจึงเรียก“เรียนหนังสือ” หมายถึงความรู้ทุกอย่างต้องเรียนรู้จากหนังสือเท่านั้น ไม่มีจากที่อื่น ไม่มีจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายและชุมชน

          ปัจจุบันสรรพศิลปวิทยาการส่งผ่านสื่อหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องผ่านหนังสือที่มีตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ใครๆก็รู้

          แต่ครูผู้สอนยังให้ความสำคัญสูงสุดที่หนังสือเป็นสรณะ ซึ่งเด็กจำนวนมากโดยเฉพาะต่างจังหวัดเข้าถึงไม่ได้ หรือได้ไม่มาก เลยถูกครูจัดเป็น“เด็กกลุ่มเสี่ยง”ที่มีความหมายไม่ดี เชิงสมเพชเวทนา

          วิชาดนตรี, ศิลปะ, พลศึกษา, เกษตร, ฯลฯ และอื่นๆอีกหลายอย่างที่เด็กทุกกลุ่มเรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์ตรงนอกสถานที่ เช่น ชุมชน ไม่ใช่จากเรียนหนังสือในห้องเรียน

          แต่ครูไม่ให้คุณค่านั้นเท่าวิชาหนังสือ เด็กเลยซวย

          ผู้ทำงานสร้างสรรค์จนได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติบ้าง, ซีไรต์บ้าง ฯลฯ มีไม่น้อยที่เคยเป็น“เด็กกลุ่มเสี่ยง”

          และมีไม่น้อยที่ตกวิชาหนังสือ(โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทย) แต่ได้ทางดนตรีและศิลปะแล้วทุกท่านขยายขอบเขตจนสร้างสรรค์ศิลปะและวรรณกรรมได้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางอย่างยิ่งdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);