มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2556

 

          หินตั้ง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นในศาสนาผีอย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว พบทั่วไปในอุษาคเนย์ เรียกวัฒนธรรมหินตั้ง

          หลังจากนั้นคนยังทำสืบเนื่องมา จนรับศาสนาจากอินเดียจึงปรับใช้ในศาสนาพุทธ-พราหมณ์

          คนทำหินตั้งทำไม? เพื่ออะไร? มีคำอธิบายหลายหลากมากแนวคิดที่มีต่างกัน

          แต่มีอย่างหนึ่งว่าทำขึ้นเสมือนบันไดหินก่ายฟ้า ที่พาดจากดินถึงฟ้า ให้เชื่อมโยงคนบนดินกับแถนบนฟ้าไปมาหากัน โดยผ่านพิธีกรรมเซ่นวักฟ้าแถน

          มีเค้ามูลในวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น ตำนานกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง, นิทานเรื่องขุนบรม, ความโทเมืองของผู้ไทย, ฯลฯ

          แล้วยังมีร่องรอยเป็นกรณีตัวอย่างอยู่ในประเพณีที่ชาวพวนเรียกบุญกำฟ้า แต่คนในวัฒนธรรมลาวชาวอีสานเรียก บุญเบิกฟ้า เพื่อขอฟ้าเปิดประตูฝน ให้ฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหาร

          คำอธิบายบุญกำฟ้า, บุญเบิกฟ้า มีในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน (เล่ม 1) เป็นพิธีกรรมสำคัญมาก แสดงร่องรอยเชื่อมโยงวัฒนธรรมหินตั้งที่เหลือถึงปัจจุบัน จะสรุปย่อมา ดังต่อไปนี้

 

บุญกำฟ้า

          บุญกำฟ้า หรือบุญกำฟ้ากำเพล เป็นงานบุญประเพณีของชาวพวน มีตอนเดือน3 ขึ้น 3 ค่ำ ของทุกปี

          คนในตระกูลไทย-ลาว เรียกบุญเบิกบ้าน หรือบุญเบิกฟ้า ชาวอีสานเชื่อว่าเป็นวันที่ฟ้าไขปักตู (ท้องฟ้าเปิดประตูน้ำฝน) จะมีฝนตก ฟ้าคะนอง ลมพายุแรง ภาคกลางเรียกฝนชะช่อมะม่วง, ฝนชะลาน

 

เลี้ยงผี ถึง เลี้ยงพระ

          กำฟ้า หมายถึง ถือฟ้าถือแถน (กำ แปลว่า ถือ)

          บุญกำฟ้า น่าจะหมายถึงทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์รับฟ้าเปิดประตูน้ำฝนประจำปี เป็นพิธีกรรมมีขึ้นหลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย

          แต่ยุคก่อนนั้นไม่เรียกงานบุญเลี้ยงพระ ชาวบ้านจะเรียกงานเลี้ยงผี

 

ข้าวจี่

          ก่อนถึงวันเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ กวานบ้าน (หัวหน้าหมู่บ้าน) หรือมัคนายกวัดจะบอกกล่าวว่าจะถึงวันบุญกำฟ้าแล้ว ให้ชาวพวนเตรียมตำข้าว เก็บฟืนเก็บหลัว หาอาหารเตรียมไว้ทำบุญ

          ไม่ให้ผู้ใดทำกิจการใดๆ ต้องหยุดเพื่อทำบุญ หากฝ่าฝืนเชื่อกันว่า “ขะลำ” หรืออาจจะมีอันเป็นไปแก่ตนเองและบุคคลในครอบครัว ดังพ่อเฒ่าชาวพวนเล่าว่า

          “เมื่อแต่ก่อนแต่กี้ ปู่ย่าตาทวดเฮาเพิ่นยึดมั่นถือมั่น เพิ่นบ่เฮ็ดเวียะเฮ็ดงานพิเลอทังมวล โผเมก็บ่แตะต้อง เหล็กฆ้องก็บ่ตี เพิ่นกำเพิ่นถือเหลือขนาด”

          (สมัยแต่ก่อนปู่ย่าตาทวดของเรา ท่านยึดมั่นถือมั่น ท่านไม่ทำงานทำการอะไรทั้งหมด ผัวเมียก็ไม่แตะต้องกัน ฆ้องกลองก็ไม่ตี ท่านยึดมั่นถือมั่นอย่างจริงจัง)

          อาหารที่ใช้ทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์ในบุญกำฟ้า คือ ข้าวจี่ บางทีเรียก บุญข้าวจี่

          ข้าวจี่ ทำโดยหม่าข้าวเหนียว (หม่า คือ แช่ข้าวเหนียว) ไว้แต่หัวค่ำ ลุกขึ้นแต่ดึกนึ่งข้าวเหนียวปั้นให้มีขนาดใหญ่เท่าไข่เป็ด เสียบไม้ปิ้งไฟจนสุกเหลืองหอม ทาด้วยไข่แดง ใส่เกลือเล็กน้อย คือทาไปปิ้งไปให้ไข่เคลือบอยู่ที่ผิวส่งกลิ่นหอม

          เมื่อสุกแล้วถอดไม้เสียบออก ใส่ไส้เข้าไปตามรูไม้เสียบนั้นตามต้องการ

 

เสี่ยงทาย

          ชาวพวน รวมทั้งชาวอีสานทั่วไปเชื่อว่า เดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ เป็นวันที่ฟ้าไขปักตู หรือ “ฟ้าไขปักตู กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้”

          มักมีฝนตกใหญ่หลังจากหยุดไปนานในฤดูหนาว เพราะเดือน 3 เป็นระยะเปลี่ยนเป็นฤดูร้อน ลมเปลี่ยนทิศทางจะเกิดพายุฝน ที่เรียกว่าฝนชะลานบ้าง ฝนชะช่อมะม่วงบ้าง ชาวอีสานจึงมีประเพณีทำบุญต้อนรับฝนหลงฤดู และมีการทำนายฟ้าฝน ดังนี้

          1. ทำนายฟ้าร้อง ในวันเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ จะฟังเสียงฟ้าร้องมาทางทิศใด แล้วมีคำทำนายไว้ ดังนี้

          1) เสียงฟ้าร้องหนทิศใต้ ปีนั้นชาวบ้านจะอดเกลือ

          2) เสียงฟ้าร้องหนทิศเหนือ ปีนั้นชาวบ้านจะอดข้าว

          3) เสียงฟ้าร้องหนทิศตะวันตก ปีนั้นชาวบ้านจะเอาจา (จอบ) มาทำหอก

          4) เสียงฟ้าร้องหนทิศตะวันออก ปีนั้นชาวบ้านจะเอาหอกมาทำจา (จอบ)

          (เอาจา (จอบ) มาทำหอก หมายความว่าเกิดศึกศัตรู ต้องเอาเหล็กจากจอบมาตีหอกมีดดาบ หากเอาหอกมาทำจา หมายความว่าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ต้องใช้หอกดาบ จึงเอามาตีเป็นจอบทำไร่ทำนา)

          2. ทำนายก้อนเมฆบังดวงอาทิตย์ ตอนเช้าตรู่วันเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ ดูก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์ (คือ ดูขี้เฟื้อบังดวงตาเง็น) เพื่อทำนายฝนฟ้าในปีนั้น ดังนี้

          1) หากดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า มีก้อนเมฆบดบังมาก ทำนายว่าในปีนั้นน้ำฝนบริบูรณ์ ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์

          2) หากมีก้อนเมฆบังดวงอาทิตย์เพียงเล็กน้อย ทำนายว่าปีนั้นฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำจะน้อย ต้องทำเหมืองฝายทำนบกั้นน้ำไว้

          3) หากไม่มีก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์เลย ทำนายว่าปีนั้นฝนจะตกล่าไปจนหลังฤดูกาล ต้นปีน้ำน้อย ปลายปีน้ำมาก น้ำจะท่วมข้าวกล้า นาจะล่ม นาดอนดี นาลุ่มจะเสีย

          4) หากมีก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์หนาทึบ อากาศครึ้มมืดแต่เช้า ปีนั้นทำนายว่า ฝนฟ้าต้นปีจะดีมาก แต่ปลายปีน้ำฝนขาดแคลน

          3. พิธีเสียแล้ง เชื่อว่าฝนฟ้าแล้งเพราะวิญญาณบรรพชนไม่ดูแล

          ฉะนั้นต้องคอบ (บอกกล่าว) ว่าลูกหลานเดือดร้อน ขอให้มาช่วยเหลือด้วย จึงทำพิธีเสียแล้ง โดยเจ้าโคตร หรือผู้อาวุโสของหมู่บ้านจะเป็นผู้ทำพิธี ในวันเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ

          พิธีเสียแล้ง รวมกลุ่มลูกหลาน บ้านใกล้เรือนเคียง ตอนเย็นเมื่อหุงข้าวเสร็จแล้ว ผู้ทำพิธีจะถือดุ้นฟืน (ที่ยังติดไฟ) ในเตาหุงข้าว 1 ดุ้น เดินไปยังห้วย แม่น้ำ หรือหนองน้ำ

          ครั้นถึงแล้วอธิษฐานบอกกล่าววิญญาณบรรพชนเรื่องฝนฟ้าไม่ค่อยจะตก เสร็จแล้วโยนดุ้นฟืนไปในหนองน้ำนั้น เป็นเสร็จพิธี

 

หินตั้ง

          หินตั้งและพิธีกรรมผ่านหินตั้ง น่าจะเคยมีทั้งที่ภูพระบาท (อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี) กับที่พุหางนาค (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) และที่อื่นๆ

          เพราะเป็นแหล่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของคนยุคนั้น ราว 2,500 ปีมาแล้ว และทำสืบเนื่องถึงสมัยหลังรับศาสนาจากอินเดีย

          นักโบราณคดีทางการไทย, นักวิชาการสถาบันการศึกษาไทย, นักค้นคว้าเอกเทศ, ฯลฯ จะเห็นต่างจากนี้ก็ได้ ไม่เคยมีข้อยุติใดๆ

          ยิ่งมีคำอธิบายหลายหลาก ก็ยิ่งมีทางเลือกหลากหลาย ถือเป็นความก้าวหน้า ถ้าผูกขาดอย่างเดียวก็ล้าหลัง

          ไม่ควรผูกขาดคำอธิบายและการตีความไว้กับทางการไทยและสถาบันการศึกษาไทยเท่านั้น

          สังคมไทยเสียโอกาสเพราะถูกผูกขาดอย่างนี้มามากแล้ว และนานเกินไปแล้ว