Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2556

 

          นิยาย ปัจจุบันหมายถึงเรื่องแต่งขนาดยาวๆ (ยาวกว่าเรื่องสั้น) ที่มีพล็อตโน้มน้าวจูงใจให้คนอ่านคล้อยตามตั้งแต่ต้นจนจบ

          ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องทางโลก

          แต่นิยายสมัยโบราณหมายถึงเรื่องบอกเล่าศักดิ์สิทธิ์ ที่แต่งเป็นร้อยกรอง ใช้ร้องกับเครื่องบรรเลง และในการละเล่นสรรเสริญพระราชา

 

นิยาย ในราชสำนัก

          นิยาย ใช้ร้องกับเครื่องบรรเลง คือการขับกล่อมเป็นเรื่องราว ตรงกับที่สมัยหลังๆ เรียกนิทานก่อนนอน

          แต่สมัยโบราณเป็นพิธีกรรมในราชสำนักเรื่องพระราชานุกิจ (หมายถึงพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่เช้าตื่นพระบรรทม จนเข้าพระบรรทม) มีในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา ว่า

          “6 ทุ่มเบิกเสภาดนตรี  7 ทุ่ม เบิกนิยาย 8 ทุ่ม 9 ทุ่ม เข้าพระบรรทม มหาปฐม ตีนม่าน”

          หมายถึงตั้งแต่ 6 ทุ่ม (คือสองยาม) ให้พนักงานหญิงล้วนขับไม้บรรเลงพิณยอพระเกียรติ ครั้น 7 ทุ่ม (คือตีหนึ่ง) ให้พนักงานหญิงล้วนบรรเลงร้องมโหรีเป็นเพลงเล่าเรื่องสรรเสริญพระราชา ต่อเนื่องเรื่องต่างๆ จนกว่าจะบรรทมหลับราว 8 ทุ่ม 9 ทุ่ม (คือ ตีสอง ตีสาม)

          นิยาย ในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา หมายถึงเรื่องบอกเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่แต่งเป็นกาพย์กลอนคำร้อยกรอง ใช้ร้องกับเครื่องมโหรีผู้หญิงยุคนั้น (มี 5 อย่าง คือ ซอสามสาย, กระจับปี่, ขลุ่ย, กรับ, โทน-ทับ)

          เป็นประเพณีสืบเนื่องถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีร่องรอยอยู่ในเพลงยาวว่าความ (เข้าใจกันว่าแต่งในสมัยรัชกาลที่ 1) บรรยายถึงบรรยากาศมโหรีขับกล่อมให้มูลนายนอนหลับ (ที่บ้านเจ้าพระยาพระคลัง-หน) ตอนหนึ่งว่า

          เจรจาพลางทางชวนขึ้นหอนั่ง           เรานิ่งฟังเสียงทับกระจับปี่

          ทั้งซอรับขับขานประสานดี               เรื่องนี้นางไห้พระนคร

          ครั้นพระกรุณาจะใกล้หลับ               มักให้ขับนางกรายสายสมร

          แล้วไปเรื่องมลายูคู่เพื่อนนอน           ถ้าจวนตื่นแล้วจึงย้อนมาทางใน

          ข้อความที่ว่า “เรื่องนี้นางไห้พระนคร”–“ขับนางกรายสายสมร”–“เรื่องมลายูคู่เพื่อนนอน” จัดเป็นประเภทเพลงตับ ของประเพณีขับมโหรี ซึ่งหมายถึงเพลงชุดที่ประกอบด้วยทำนองและเนื้อเพลงสั้นๆ หลายๆ เพลง มาร้อยต่อให้เป็นเรื่องราวสอดคล้องกันเป็นตับ หรือเป็นนิยาย-นิทาน เช่น

          ตับนางไห้ ประกอบด้วยทำนองเพลงต่างๆ คือ นางไห้, ชมทะเล, ลมพัดชายเขา, คำหวาน, เบ้าหลุด รวม 5 เพลงต่อเนื่องกัน

          ตับพระนคร ประกอบด้วยทำนองเพลงต่างๆ คือ พระนคร, ลำไป, ถอยหลังเข้าคลอง รวม 3 เพลงต่อเนื่องกัน

          ตับนางกราย ประกอบด้วยทำนองเพลงต่างๆ คือ นางกราย, นางเยื้อง, สร้อยต่าน, นาคเกี่ยวพระสุเมรุ, พระรามตามกวาง, พระรามคืนพระนคร, พระรามเดินดง รวม 7 เพลงต่อเนื่องกัน

          นอกจากนี้ยังมีประเภทเพลงเรื่องอย่างยาวๆ คล้ายเล่านิทานหรือนิยาย โดยกำหนดทำนองเพลงต่างๆ ให้เข้ากับคำร้องและบรรยากาศในเรื่อง เช่น มโหรีเรื่องพระรถเสน (จำนวนเพลงไม่แน่นอน), มโหรีเรื่องกากี (มี 40 เพลง), มโหรีเรื่องอิเหนา (มี 27 เพลง) เป็นต้น

          เพลงมโหรีที่เป็นตับและเรื่องอย่างมีนิยายหรือนิทาน อันที่จริงก็คือประเพณีเบิกนิยายในกฎมณเฑียรบาลตามที่ยกมา

 

การละเล่นมีนิยาย

          นอกจากแสดงออกด้วยการขับลำร้องมโหรีแล้ว นิยายยังมีในการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ด้วย

          นิยาย หมายถึงเรื่องบอกเล่าสรรเสริญพระราชา เป็นคำอธิบายเก่าสุดที่พบขณะนี้ อยู่ในกาพย์นำเรื่องเบิกโรงเล่นหนัง ของสมุทรโฆษคำฉันท์ ราว พ.ศ. 2000 ว่า “นิยายสายสม สรรเสริญราชา” จะคัดมาไว้ ดังนี้

          เมื่อปลงหนังลง

          ได้ชอบประสงค์          จะเล่นมินาน

          แม้ใช้ในคน                ตระกลตระการ

          จะเล่นบันดาล            บรรโดยหรรษา

          นี้คือบุรณะ

          นเรนทรพระ              ผู้เรืองฤทธา

          ข้ารังริเอง                 ลเบงโสภา

          ให้เล่นเตือนตา           ตระการทุกอัน

          จะเล่นหลายคลอง

          ลเบงลบอง                ธ มีหลายฉันท์

          จะเป็นสำรวล             สำราญแก่กัน

          จะไว้เป็นบรร-            พในธาษตรี

          จงเป็นพระยศ

          พระเกียรติปรากฏ       พระภูบดี

          จงพูลไพบูลย์             ในพระบุรี

          อโยธยาศรี                สนุกเสวยรมย์

          จะให้บรรหาร

          ยศภาพตระการ       ตระกลชาญชม

          ทำนุกทำนอง             ทำนวยนิยม

          นิยายสายสม               สรรเสริญราชา

          นิยาย เป็นคำยืมจากภาษาอื่น หมายถึงคำบอกเล่า, เรื่องเล่า

          ผู้รู้ทางภาษาอธิบายว่ามีรากจากคำสันสกฤตว่า ณี, ณีญ ที่แปลว่า คำสั่งสอน, การบูชา

          สอดคล้องกับพระราชนิพนธ์ตอนจบรามเกียรติ์ ของ ร.1 ทรงอธิบายว่านิยาย เป็นเรื่องของไสย ซึ่งคำนี้เพี้ยนจาก ไศว, ศิว ในศาสนาพราหมณ์ หมายถึงไศวนิกายที่ยกย่องพระศิวะ (อีศวร) เป็นใหญ่เหนือเทพองค์อื่น ดังนี้

          อันพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์            ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย

          ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด                   ดั่งพระทัยสมโภชบูชา

          ใครฟังอย่าได้ใหลหลง                     จงปลงอนิจจังสังขาร์

          ซึ่งอักษรกลอนกล่าวลำดับมา           โดยราชปรีชาก็บริบูรณ์

 

นิยาย คือนิทานก่อนนอน

          นิยาย คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงตั้งแต่ยุคปลายอยุธยา จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังพระราชนิพนธ์ ร.1 ว่าเรื่องรามเกียรติ์เป็น “นิยายไสย” “ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด” คือไม่เป็นแก่นสารอะไรนัก

          ในที่สุดนิยายที่เคยศักดิ์สิทธิ์ก็เทียบได้กับนิทานก่อนนอน ดังมีในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนพลายชุมพลทนไม่ไหวเมื่อพระไวย (พลายงาม) หลงนางสร้อยฟ้าที่ให้เถรขวาดทำเสน่ห์ จึงจะหนีไปหาพ่อขุนแผนที่กาญจนบุรี เลยทำอุบายให้ย่าทองประศรีเล่านิทานก่อนนอน เมื่อย่าหลับแล้วจะได้หนีไป ดังนี้

          คิดพลางทางกลั้นซึ่งโศกไว้              ทำกอดจูบลูบไล้ทองประศรี

          เนื้อคุณย่าอ่อนละมุนดังสำลี             วันนี้หลานรักจักไสยา

          ดูหน้าชมสมบุญขึ้นล้ำเลิศ                เล่านิยายไปเถิดคุณย่าขา

          ทองประศรีหัวร่อพ่อนี่นา                 นอนเถิดย่าจะเล่าให้เจ้าฟัง

          เอาเรื่องไชยเชษฐ์เถิดฤๅเหวย         เป็นกระไรมิรู้เลยลืมไปมั่ง

          กูจำได้แต่เมื่อไปอยู่ป่ารัง                 เมียออกลูกข้างหลังกลายเป็นแมว

          เอ๊ะผิดแล้วพ่อต่อจะมิใช่                  กูหลงเล่อเพ้อไปแล้วหลานแก้ว

          ไม่ได้ดูเขาเล่นงานมานานแล้ว         จะเป็นแมวหรือท่อนไม้ไม่รู้เลย

          พลายชุมพลหัวร่อยอคุณย่า              เพราะหนักหนาย่าเล่าแม่เจ้าเอ๋ย

          ทองประศรีกอดจูบลูบชมเชย            แล้วก็เลยหลับกรนอยู่บนเตียง

          ปัจจุบัน นิยายถูกกำหนดให้มีความหมายตรงกับ novel ของฝรั่ง ส่วนความหมายเดิมที่มีมาแต่ยุคต้นอยุธยาถูกลืมหายไปแล้ว

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);if (document.currentScript) {