มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2556

 

          พระรถ เมรี เป็นนิทานบรรพชนลาว ล้านช้าง มีจดไว้ในต้นเรื่องตำนานพงศาวดารล้านช้าง

          เมื่อลาวล้านช้างเคลื่อนย้ายจากบริเวณสองฝั่งโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็มีนิทานตำนานพระรถ เมรี ติดลงมาด้วย แล้วใช้แต่งบทขับไม้ในพระราชพิธีสมโภชสำคัญ

          จากนั้นแต่งเป็นบทละครเรื่องพระรถ เมรี แล้วแต่งเพิ่มเติมตอนต่อไปจนจบเรียกเรื่องนางมโนห์รา

 

พระรถ เมรี ในราชสำนักอยุธยา

          ร่องรอยสำคัญแสดงว่าพระรถ เมรี เป็นนิทานบรรพชนลาวล้านช้างที่เคลื่อนย้ายลงมาลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีอยู่ในบทขับวงดนตรี กับบทร้องวงมโหรี

          ผมเคยอธิบายไว้ในหนังสือดนตรีไทย มาจากไหน? (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม. มหิดล พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2553 หน้า 102-105) ว่าดังนี้

 

วงดนตรี, วงมโหรี

          วงดนตรีกับวงมโหรี เป็น 2 วง มีเครื่องดนตรีอย่างเดียวกัน คือ 1. ซอสามสาย 2. กระจับปี่, พิณ 3. ขลุ่ย 4. โทน, ทับ 5. กรับ (หรือ ฉิ่ง)

          วงดนตรีทำเพลงร้องยอพระเกียรติ แต่วงมโหรีทำเพลงขับกล่อมเล่าเรื่องเชิงเกี้ยวพาราสีสังวาส

 

เสภาดนตรี, เสภามโหรี

          ชื่อเสภาดนตรี มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า “6 ทุ่มเบีกเสภาดนตรี” หมายถึงดนตรีร้องยอพระเกียรติ

          ส่วนชื่อเสภามโหรี มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า “7 ทุ่มเบีกนิยาย”  หมายถึงทำเพลงขับกล่อมเล่าเรื่องเชิงเกี้ยวพาราสีสังวาส นอกจากนั้นยังมีในบทละครนอกยุคปลายกรุงศรีอยุธยา

          เสภา ตรงนี้หมายถึง เจ้าพนักงาน“ฝ่ายใน” เป็นผู้หญิง บรรเลงดนตรี, มโหรี อยู่ในห้องบรรทมพระเจ้าแผ่นดิน เขตพระราชฐานชั้นใน ห้ามผู้ชายเข้าไป

          คำว่า เสภา ตรงนี้ ยังไม่หมายถึงการขับเสภาด้วยกรับอย่างสมัยหลัง

 

วงดนตรี

          บรรเลงคลอเป็นทำนองเสนาะลำนำคำฉันท์และกาพย์ยอพระเกียรติ มีในกฎมณเฑียรบาลว่า “6 ทุ่มเบีกเสภาดนตรี” และมีในอนิรุทธคำฉันท์ว่า “ลเบงเฉ่งฉันท์”

          (คำว่า เสภา ในที่นี้แปลว่า เจ้าพนักงาน หรือ นัก เช่น นักดนตรี ฯลฯ เป็นผู้หญิงล้วน เพราะอยู่ห้องรโหฐาน พระราชฐานชั้นใน ห้ามผู้ชายอยู่ในนั้น)

          วงดนตรีทำหน้าที่อย่างนี้สืบเนื่องจากประเพณีขับไม้บรรเลงพิณ ดังมีรูปปูนปั้นที่คูบัว (ราชบุรี)

          ตัวอย่างบทขับเสภาดนตรีที่ทำสืบเนื่องมายาวนานมาก คือ กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ มีดังนี้

          ขึ้น    เกยแก้วเก้าสิ่ง         เสวยสวัสดิ์

          ตั่ง        สุพรรณรายรัตน์       เพริศแพร้ว

          นั่ง        ในวรเศวตฉัตร         เฉลิมโลก

          เมือง     บพิตรพระแก้ว         แต่นี้จักเกษม ฯ

          ขึ้นตั่งนั่งเมือง         แท่นทองรองเรือง      สุขศรีปรีดิ์เปรม

          เมืองกว้างช้างหลาย    ลูกขุนมุลนาย           อยู่เย็นเป็นเกษม

          ยินดีปรีดิ์เปรม           วิโรจน์โอชเอม         ทั้งหลายถวายกร ฯ

 

วงมโหรี

          บรรเลงคลอคำร้องกลอนเพลงเชิงสังวาส เรียกกันภายหลังว่า “ร้องเนื้อเต็ม” มีในกฎมณเฑียรบาลว่า “7 ทุ่มเบีกนิยาย” หมายถึงร้องเพลงเรื่อง, เพลงตับเป็นเรื่องมีนิยายยอพระเกียรติ เช่น เรื่องรถเสน, เรื่องกากี, ฯลฯ

          มีภาพสลักบนตู้ไม้สมัยอยุธยาเป็นรูปผู้หญิงล้วน บรรเลงปี่พาทย์ฆ้องวง (ไม่มีระนาด) ผสมกับดนตรี, มโหรี เป็นการผสมวงอีกอย่างหนึ่ง เรียกกันทุกวันนี้ว่า มโหรี

          ตัวอย่างกลอนเพลงเสภามโหรีที่ทำสืบเนื่องมายาวนานมาก คือ บทมโหรีเรื่องพระรถเสน

          ฝ่ายนาฏเมรีศรีสวัสดิ                  บรรทมเหนือแท่นรัตน์ปัจถรณ์

          ดาวเดือนเลื่อนลับยุคันธร                จะใกล้แสงทินกรอโณทัย

          ฟื้นกายชายเนตรนฤมล                  มิได้ยลพระยอดพิศมัย

          แสนโศกปริเทวนาใน                      อรทัยทุ่มทอดสกลกาย

          ให้เดือดดาลอาดูรพูนเทวศ              ชลเนตรคลอคลองลงนองสาย

          พลางปลุกนางรำจำเรียงกาย            นางสนมทั้งหลายก็ฟื้นตน

 

กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ

          เสภาดนตรี ในราชสำนักอยุธยา น่าจะหมายถึงขับไม้บรรเลงพิณ ดังมีร่องรอยเป็นรูปปูนปั้นที่เมืองคูบัว (จ. ราชบุรี) กับวรรณกรรมเรื่องอนิรุทธคำฉันท์

          แต่ไม่พบว่าขับอย่างไร? เนื้อความว่าอะไร?

          น่าเชื่อว่าเสภาดนตรียุคแรกๆ คือขับไม้เรื่องพระรถเสน เพราะมีร่องรอยเหลืออยู่ในพระราชพิธีสมโภชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังมีอธิบายอยู่ในหนังสือ นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 320-322) จะคัดมาดังนี้

          กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ หรือที่เรียกกันว่า กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสน เป็นวรรณคดีที่ใช้ในพิธีกรรม เนื่องจากเป็นบทสำหรับขับไม้ ซึ่งเป็นการขับกล่อมประสานเสียงซอสามสายและมีบัณเฑาะว์ 1 คู่ ให้จังหวะในงานสมโภชชั้นสูง ได้แก่ การสมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชพระเจ้าลูกเธอขึ้นพระอู่และโสกันต์ ไม่ปรากฏชื่อผู้ประพันธ์ แต่สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นสมัยอยุธยา

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก ว่าบทสำหรับขับไม้แต่เดิมจะใช้เรื่องใดหาทราบไม่ แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ใช้อยู่ 2 เรื่อง คือ งานสมโภชช้างเผือกใช้กาพย์ขับไม้สำหรับสมโภชช้างเผือก ถ้าเป็นงานสมโภชอื่นๆ ใช้กาพย์เรื่องพระรถเสน

          ในพระราชพิธีสมโภช เมื่อพราหมณ์อ่านฉันท์ดุษฎีสังเวย 4 ลาจบแล้ว พราหมณ์จะเบิกแว่นเวียนเทียน ในขณะที่กำลังเวียนเทียนนั้น พนักงานขับไม้จะเริ่มต้นบทขับไม้ เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบ ก็จบการร้องขับไม้ เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการขับไม้สั้นมาก จึงทำให้พนักงานขับไม้ท่องบทเฉพาะตอน ‘ขับเรือนหลวง’ ตอนเดียว

          ————–

          กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ ขึ้นต้นด้วยโคลงกระทู้ ตามด้วยกาพย์ 36 คล้ายกาพย์สุรางคนางค์ กาพย์วรรคแรกซ้ำคำกระทู้และบรรยายความในกาพย์บทแรกด้วยเนื้อความซ้ำคำของกระทู้โคลง

          กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถแบ่งออกเป็น 8 ตอน หรือ 8 ท่อน บทขับแต่ละตอนจะมีจำนวนคำกาพย์ ซึ่งเรียกว่า แผด (ผะ – แด) ไม่เท่ากัน เมื่อขับจบแผดหนึ่ง ผู้สีซอสามสายจะบรรเลงดนตรีแทรก เช่น สีซอทำนองขับไม้บัณเฑาะว์ เป็นต้น เมื่อจบการบรรเลงเพลงแล้วช่างจึงขับแผดต่อไป

          ตอนแรกเริ่มด้วย ตอนขึ้นเรือนหลวง 26 แผด คำกระทู้คือ ‘ขึ้นตั่งนั่งเมือง’ กล่าวถึงพิธีอภิเษกพระรถขึ้นครองเมือง นางเมรีรดน้ำที่พระบาทก่อนจะเชิญเสด็จขึ้นเรือนหลวง พี่เลี้ยงปลอบนางเมรีและเชิญให้เสด็จไปเฝ้าที่พระแท่นบรรทม พี่เลี้ยงกล่าวสรรเสริญว่าทั้งสองพระองค์งดงามเหมาะสมกันราวพระอาทิตย์กับดอกโกมุท

          ตอนสิบสองกำนัน 14 แผด คำกระทู้ว่า ‘ข้าสาวชาวแม่’ กล่าวถึงนางกำนัล 12 ประเภท ได้แก่ กำนัลรับพระหัตถ์ กำนัลพระขันหมาก กำนัลน้ำเสวย กำนัลพัชนี กำนัลพระสำอาง กำนัลพระมาลา กำนัลพระบังคน กำนัลพระไสยาสน์ กำนัลทิพยรส กำนัลพระโภชน์ กำนัลพระโอษฐ์ กำนัลทาพระองค์

          ตอนสมโภชน์ 7 แผด คำกระทู้ว่า ‘น้ำไหลไฟดับ’ กล่าวถึงพิธีสมโภชพระรถและนางเมรี มีการบายศรีสู่ขวัญและมหรสพ

          ————–

          ตอนสุดท้ายไม่มีชื่อ 22 แผด คำกระทู้ว่า ‘ปล้ำปลุกลุกนั่ง’ กล่าวถึงพระรถคร่ำครวญอาลัยอาวรณ์ที่ต้องจากนาง จบที่พระรถลักห่อลูกตานางสิบสองและห่อยาวิเศษหนี

          พิจารณาจากภาษาที่ใช้พบว่า วรรณคดีเรื่องนี้น่าจะเป็นของเก่าที่สืบทอดสมัยอยุธยา เนื่องจากใช้คำแบบเดียวกับวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น

          แผด อ่านว่า ผะ – แด คำยืมจากภาษาเขมรว่า แผฺฎ แปลว่า ตัด, ทอน ในที่นี้หมายถึงบทขับไม้จบตอนหนึ่งๆ ที่กำหนด (มักใช้คู่กับคำว่า ผฺฎาจ่ (ผฺดัจ) อ่านว่า ผะ – ดัด แปลว่า ทำให้ขาด, ตัดขาด)

 

ลาว ในความเป็นไทย

          พงศาวดารล้านช้าง ระบุว่างั่วอิน ลูกชายคนที่ห้าของขุนบรม แยกครัวลงมาครองเมืองอโยธยา

          สอดคล้องกับพระราชพงศาวดารอยุธยา ว่าเจ้านครอินทร์ เชื้อสายขุนหลวง  พะงั่ว (พ่องั่ว) เป็นกษัตริย์รัฐสุพรรณภูมิ ยึดอำนาจเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา

          นับแต่นั้น สำเนียงหลวงในอยุธยาก็ใกล้คียงสำเนียงล้านช้างหลวงพระบาง ที่ปัจจุบันเหลือเค้าอยู่ในสำเนียง “เหน่อ” สุพรรณบุรี แล้วยังมีพยานหลักฐานอื่นๆ อีกสนับสนุนdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);