Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 23 มกราคม 2556

 

          เพลงโหมโรง ในวงปี่พาทย์ของไทย หมายถึงเพลงดนตรีปี่พาทย์ประโคมให้ดังและนานต่อเนื่อง ก่อนมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

          ยุคแรกสุดกิจกรรมนั้นเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เนื่องในศาสนาผี ยุคต่อมาถึงปรับเพื่อศาสนาพราหมณ์-พุทธ แล้วสร้างคำอธิบายให้เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพราหมณ์-พุทธ

          ละครโขนยุคแรกสุดเป็นการละเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องมีประโคมโหมโรง ครั้นสมัยหลังถึงเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานบันเทิง

          โหม ตามรูปศัพท์แปลว่า โถม, ระดม, สุม, รุม แต่ทางศาสนาหมายถึงเซ่นสรวงบูชาไฟ (อย่างเดียวกับ กลาโหม มาจาก กลาโหมกูณฑ์ หมายถึงบริเวณบูชาไฟ)

          โรง หมายถึงสิ่งปลูกสร้างมีหลังคา เป็นสถานที่ทำพิธีกรรม, การละเล่น, การแสดง

          เพลงโหมโรง มีกำเนิดจากวงปี่พาทย์ จึงไม่ใช่เพลงเพื่อการฟัง แต่ประโคมเป็นสัญญาณให้ดังๆ และนานๆ สะท้อนกังวานไปไกลที่สุด เพื่อให้คนในหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ห่างไกลได้ยิน จะได้รู้ว่างานพิธีกำลังจะมีขึ้นแล้ว

          เหตุนี้เอง เพลงโหมโรงต้องมีกลองทัดตีตูมๆดังสนั่นตลอดเวลาตามจังหวะเพลง

          โหมโรงเย็น เป็นต้นแบบเพลงโหมโรงในวงปี่พาทย์ของไทย เพราะพิธีกรรมทางศาสนาพุทธจะเริ่มตอนเย็นวันนี้ โดยนิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์เย็น ตกกลางคืนทำอาหารหวานคาว ครั้นรุ่งเช้านิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์ ฉันเช้า เข้าพิธีงาน

          โหมโรงอื่นๆตามมาสมัยหลังๆ เช่น โหมโรงเช้า, โหมโรงกลางวัน, โหมโรงละคร, โหมโรงลิเก และโหมโรงการแสดงต่างๆที่มีสมัยต่อมา ที่สำคัญคือเพลงโหมโรงการละเล่นการแสดงไม่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องที่จะเล่นและแสดง

          วงมโหรีกับวงเครื่องสาย เอาแบบแผนเพลงโหมโรงจากวงปี่พาทย์ไปสร้างใหม่บ้าง ตั้งแต่มีเพลงเถา ในสมัย ร.5 หรือบางทีอาจได้แบบจากการแสดงโอเปร่าฝรั่ง จึงมีเพลงโหมโรงอย่างใหม่ บรรเลงด้วยเครื่องเบา ไม่มีกลองทัด

          เพลงโหมโรงปี่พาทย์ยุคแรกๆ ไม่กำหนดตายตัวว่ามีกี่เพลง? อะไรบ้าง? แต่เน้นเพลงประโคมที่มีกลองทัดตีประกอบ กับเลือกเพลงมีชื่อเป็นมงคล

          ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพิ่งแต่งเพลงสาธุการ เลยกำหนดให้เพลงโหมโรงเริ่มด้วยสาธุการ

          ผมไม่รู้จักวัฒนธรรมตะวันตก ที่เรียกเพลงดนตรีเปิด หรือโอเวิร์ทเชอร์ (Overture) เลยบอกไม่ได้ว่าตรงกับเพลงโหมโรงของปี่พาทย์ไทยหรือไม่?

          กระบวนเพลงดนตรีไทย ที่น่าจะใกล้เคียงโอเวิร์ทเชอร์ของฝรั่ง น่าจะเป็นปี่พาทย์เสภาที่มีแบบแผนกำหนดค่อนข้างแน่นอน เริ่มด้วยเพลงรัวประลองเสภา แล้วตามด้วยเพลงโหมโรงเสภา ซึ่งครูมนตรี ตราโมท อธิบายว่า เป็นเพลงสามชั้นที่แต่งขึ้นใช้เฉพาะโหมโรง แล้วต้องจบด้วยทำนองท้ายเพลงวา จากนั้นขึ้นเพลงร้องอันดับแรกด้วย เพลงพม่าห้าท่อน ตามด้วย เพลงจระเข้หางยาว, เพลงสี่บท, เพลงบุหลัน ต่อจากนี้เลือกใช้เพลงอะไรก็ได้ตามต้องการ

          ส่วนเพลงโหมโรง ไม่น่าจะเป็นเพลงดนตรีเปิดแบบฝรั่ง แต่เป็นเพลงดนตรีป่าวร้องให้รู้ไกลๆทั่วกันว่าที่นี่มีงานโว้ย}