มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 22 มกราคม 2556

 

          กะโส้ หรือ กะโซ่ (กะโซ้) พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร เป็นเครือญาติชาติพันธุ์ดั้งเดิมมาแต่ดึกดำบรรพ์ของสองฝั่งโขง ในสุวรรณภูมิ

          มีหลักแหล่งอยู่บริเวณดินแดนลาวใต้ ต่อเนื่องถึงกัมพูชาตอนเหนือๆ กับอีสานใต้ ต้องนับเป็นบรรพชนคนไทยด้วย เพราะปัจจุบันบางกลุ่มเป็นคนไทยในอีสาน

          คนพวกนี้น่าจะมีส่วนเป็นข้าทาสใช้แรงงานขนหินสร้างปราสาทหินพระวิหาร และปราสาทหินอื่นๆ ในดินแดนเขมรสูงถึงเขมรต่ำ

กะโส้ จากเมืองกุสุมาลยมณฑล (จ. สกลนคร) ใช้กระบอกไม้ไผ่กระทุ้งดิน เรียกโส้ทั่งบั้ง ประกอบร้องรำทำเพลงรอบไหเหล้าอุ เล่นถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร สมัย ร.5 เสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2449 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงมีพระนิพนธ์เล่าเรื่องกะโส้ไว้ในนิทานโบราณคดี เรื่องแม่น้ำโขง ตอนคนต่างจำพวก คราวเสด็จไปตรวจราชการมณฑลอุดรธานีและอีสาน พ.ศ. 2449 ในแผ่นดิน ร.5 จะคัดมาดังต่อไปนี้

          “พวกกะโซ่ เป็นข่าผิวคล้ำกว่าชาวเมืองจำพวกอื่น และพูดภาษาของตนต่างหาก

          รวมกันอยู่มากเป็นปึกแผ่นที่เมืองกุสุมาลยมณฑลขึ้นจังหวัดสกลนคร เจ้าเมืองกรมการและราษฎรล้วนเป็นข่ากะโซ่ทั้งนั้น บอกว่าถิ่นเดิมอยู่ ณ เมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้าย

          อันที่จริงพวกกะโซ่เป็นแต่ข่าจำพวกหนึ่ง ยังมีชนชาติข่าจำพวกอื่นอีกหลายจำพวก มีอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตั้งแต่ในแขวงเมืองหลวงพระบาง ตลอดลงไปจนต่อแดน    เขมร ——-

          ข้าพเจ้าได้เห็นการเล่นอย่างหนึ่ง ซึ่งพระอรัญอาสาเจ้าเมืองกุสุมาลยมณฑลเอามามีให้ดู เรียกว่า ‘สะลา’ คนเล่นล้วนเป็นผู้ชายเปลือยตัวเปล่า นุ่งผ้าขัดเตี่ยวมีชายห้อยข้างหน้ากับข้างหลังอย่างเดียวกับพวกเงาะนุ่ง ‘เลาะเตี๊ยะ’

          ลักษณะที่เล่นนั้นมีหม้ออุตั้งอยู่กลางหม้อหนึ่ง คนเล่นเดินเป็นวงรอบหม้ออุ มีต้นบทนำขับร้องคนหนึ่ง สะพายหน้าไม้คนหนึ่ง ตีฆ้องเรียกว่า ‘พเนาะ’ คนหนึ่ง ถือไม้ไผ่ 2 ปล้อง สำหรับกระทุ้งดินเป็นจังหวะ 2 คน คนรำ 3 คน ถือชามติดเทียน 2 มือคนหนึ่ง ถือตะแกรงคนหนึ่ง ถือมีดกับสิ่วเคาะกันเป็นจังหวะคนหนึ่ง รวม 8 คนด้วยกัน

          กระบวนก็ไม่มีอะไรนอกจากเดินร้องรำเวียนเป็นวง เล่นพักหนึ่งแล้วก็นั่งลงกินอุ แล้วก็ร้องรำไปอีกอย่างนั้น——”

          รูปเก่าโส้ทั่งบั้งเล่นถวายสมเด็จฯ ผมเคยเห็นแค่ 4 รูป ที่เอามาลงประกอบนี้ แล้วเคยใช้งานบ่อยๆหลายปีมาแล้ว แต่ไม่เคยยกพระนิพนธ์ที่เกี่ยวข้องมาแบ่งปันเผยแพร่ เพิ่งนึกได้ เลยรีบทำมานี้ เกรงจะลืมอีก

          กะโส้ “คนต่างจำพวก” เหล่านี้มีไม่น้อยในอีสานและสองฝั่งโขง เคลื่อนย้ายไปมาบริเวณดินแดนของลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, และไทย เป็นพวกมีภาษาของตน เรียกหมาว่าจอ แล้วไทยขอยืมมาใช้เรียกปีนักษัตรว่า ปีจอ หมา

          ล้วนเป็นบรรพชนคนไทยสายหนึ่ง แต่ไม่มีพื้นที่ในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย