มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2556

 

          ท่านป้าฉวีวาด ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คือ ม.จ. หญิงฉวีวาด ปราโมช หนีราชภัยสมัย ร.5 กรณีวังหน้า-วังหลวง ไปอยู่ในราชสำนักกัมพูชา

          อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเล่าไว้ในหนังสือโครงกระดูกในตู้ (พิมพ์ครั้งแรก 20 เมษายน 2514) ว่า

          “ท่านป้าฉวีวาดจ้างเรือสำเภาหนึ่งลำ ขนทรัพย์สมบัติลงเรือ แล้วนำละครของเจ้าจอมมารดาอำภาซึ่งตกมาถึงท่านนั้น ลงเรือทั้งโรงพร้อมด้วยเครื่องละครและดนตรีปี่พาทย์ รวมเป็นคนหลายสิบคน”

          “สมเด็จพระนโรดมจึงได้รับท่านป้าฉวีวาดและละครของท่านทั้งโรงเข้าไปอยู่ในพระราชวังในฐานะละครในเมืองเขมร และให้หัดละครเมืองเขมรสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้”

          “ละครในเมืองเขมรในปัจจุบัน เป็นละครที่ห่างครูไปนาน จึงเรื้อไปมาก บทที่เล่นนั้นถ้าเป็นละครในเรื่องอุณรุทธและอิเหนายังต้องร้องเป็นภาษาไทย แต่ถ้าเล่นละครนอกแล้ว สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ได้ทรงแปลไว้เป็นภาษาเขมรเป็นส่วนมาก เช่นเรื่องไกรทอง”

          กรณีนี้เชื่อกันมาก่อนนานแล้วว่าเขมรเอาโขนละครไปจากไทย

          เมื่ออาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเล่าเรื่องท่านป้าฉวีวาดเอาละครไทยไปอยู่เขมรซ้ำอีก ก็ยิ่งย้ำความเชื่อเดิมว่าถูกต้องแม่นยำและชอบธรรมยิ่งขึ้น กระทั่งถือเป็นตำราดนตรีและนาฏศิลป์ว่าเขมรรับจากไทย ใช้สอนกันในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสังกัด ก. วัฒนธรรม

          แท้จริงแล้วไทยได้แบบโขนละครจากวัฒนธรรมขอม(คือเขมรยุคอโยธยา-ละโว้) ซึ่งมีต้นแบบอยู่ที่การละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ของราชสำนักเมืองพระนคร (ที่รู้จักกันในนามนครวัด)

          มีประจักษ์พยานสำคัญคือภาพสลักกวนเกษียรสมุทรขนาดยาวและใหญ่มากๆ อยู่ที่ผนังด้านหลังของระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ก่อนมีรัฐสุโขทัย)

          โขนละครราชสำนักเขมร(เรียก ละโคนพระกรุณา) สืบทอดกันต่อๆมาไม่ขาดสายจนปัจจุบัน เหมือนโขนละครราชสำนักอยุธยา-กรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ

          จะมีซบเซาไปบ้างในบางรัชกาล เป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วก็มีผู้ฟื้นฟูขึ้นใหม่ในภายหลัง ซึ่งไทยก็เป็นอย่างนี้

          จะต่างกันก็ตรงที่ราชสำนักเขมรไม่ได้แต่งบทละครอิเหนา, ไกรทอง, ฯลฯ เมื่อจะเล่นก็ต้องเลียนอย่างราชสำนักกรุงเทพฯ โดยหาครูละครจากกรุงเทพฯไปสอน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะต่างขอหยิบขอยืมแลกเปลี่ยนกันไปมานับร้อยนับพันปีมาแล้ว

          ท่านป้าฉวีวาด ของอาจารย์คึกฤทธิ์ ไปอยู่ในราชสำนักเขมรแล้วมีส่วนอะไรบ้างในละครเขมร? ยังไม่พบหลักฐาน และยังไม่มีนักค้นคว้าวิจัยจากไทยไปศึกษาในกัมพูชา

          ฉะนั้น จะให้เชื่อถือมั่นคงว่าละครเขมรได้จากไทยย่อมเป็นไปไม่ง่ายๆอย่างนั้น

          อาจมีส่วนเพิ่มเติมละครในราชสำนักเขมรครั้งนั้นบ้างก็ได้ โดยสร้างสรรค์สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วให้หลากหลายมากขึ้นจากเดิม

          แต่ไม่ถึงขนาดเป็นต้นแบบละครเขมรที่สืบทอดถึงปัจจุบัน นอกเสียจากไทยคิดเหมาเอาเองว่าโน่นนี่นั่นเอาไปจากไทย ทั้งๆแต่เดิมมานั้นไทยได้จากเขมร

          ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิชาการจริงจังของท่ารำที่อาจารย์คึกฤทธิ์เรียก“สามัญลักษณะ” อันเป็นลักษณะร่วมของอุษาคเนย์ แต่ไทยจะตีขลุมครึกโครมเป็นของตนฝ่ายเดียว ดังเคยเกิดปัญหามาแล้ว

          เมื่อเอาหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมาตีแผ่ให้ดู ก็ต้องเงียบไป เพราะเถียงไม่ขึ้นd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);