Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2556

 

          ปราสาทพระวิหาร เป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานของคนสองพื้นที่ คือ ที่ราบสูงอีสานลุ่มน้ำมูล กับ ที่ราบลุ่มโตนเลสาบ หรือเขมรต่ำ กัมพูชา

          ด้วยเหตุที่บริเวณปราสาทพระวิหารตั้งคร่อมพรมแดน ทำให้ตัวปราสาทอยู่บนยอดเขาพระวิหารในเขตกัมพูชา แต่ทางขึ้นลงทอดยาวถึงเขตไทย ทางบ้านภูมิซรอล ต. เสาธงชัย อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ

          พื้นที่ลานโล่งมีหน้าผาสูงชันเป้ยตาดี เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรมสำคัญๆเนื่องในศาสนาผีของกลุ่มนานาชาติพันธุ์ที่มีหลักแหล่งอยู่ตามเทือกทิวพนมดงเร็ก ทั้งในเขตไทยและกัมพูชา ตั้งแต่อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว

          ศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของนานาชาติพันธุ์สืบมาจนถึงยุคของพระเจ้ายโสวรมัน (ครองราชย์อาณาจักรกัมพูชาราว พ.ศ. 1436-1443) จึงให้แปลงเป็นเทวสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ เพื่อเป็นแหล่งเลี้ยงผีบรรพชนที่อยู่ลุ่มน้ำมูลมาแต่เดิม และที่บูชามหาเทพ

          ต่อมาถึงยุคพระเจ้าสูรยวรมัน (ที่ 1 ครองราชย์ ราว พ.ศ. 1545-1593) กษัตริย์อาณาจักรกัมพูชาโปรดให้สถาปนาปราสาทพระวิหารขึ้นบริเวณลานโล่งให้เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนเทือกทิวพนมดงเร็ก

          ปราสาทพระวิหาร ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาอีก เช่น สมัยพระเจ้าสูรยวรมัน (ที่ 2 ราว พ.ศ. 1656-1693) ผู้ทรงสถาปนาปราสาทนครวัดไว้ที่เมืองพระนคร (เสียมเรียบ)

          เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ควบคุมช่องเขานับร้อยแห่งบริเวณเทือกทิวพนมดงเร็ก ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมการค้าระหว่างที่ราบสูงอีสานลุ่มน้ำมูล และที่ราบลุ่มเขมรต่ำ

          เท่ากับเป็นพยานของการไปมาหาสู่กันระหว่างคนในสองพื้นที่ทางวัฒนธรรม อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยอธิบายไว้ในข้อเขียนเรื่องพระวิหารกับจินตนาการใหม่ของความเป็นชาติ (มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 4-10 ก.ค. 2551 หน้า 20-21) ขออนุญาตสรุปสาระสำคัญมา แล้วขยายความออกไปอีก ว่า

          มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ทั้งที่เป็นปราสาทและศิลาจารึกยืนยันมั่นคง ว่าบางครั้งกษัตริย์จากรัฐในลุ่มน้ำมูลเข้าไปมีอำนาจในเขมรต่ำ และบางคราวกษัตริย์จากเขมรต่ำก็เข้ามามีอำนาจในลุ่มน้ำมูล

          แต่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ คือราชวงศ์ที่ปกครองเขมรต่ำและลุ่มน้ำมูลมักเป็นเครือญาติกัน

          คนในสองพื้นที่นี้จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทั้งในทางการเมือง, การแลกเปลี่ยนกันทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม, โดยมีรูปแบบทางสังคมใกล้เคียงกัน

          และอย่างน้อยคนชั้นสูงก็น่าจะพูดกันรู้เรื่องอย่างดีโดยผ่านภาษาสากลของดินแดนแถบนี้ในสมัยนั้นคือภาษาเขมร ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงรัฐอยุธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          กรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องจากรัฐอโยธยา-ละโว้ ที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับกษัตริย์นครวัด, นครธม ที่ไทยเรียกอย่างยกย่องว่าขอม

          กษัตริย์ยุคต้นอยุธยาอยู่ในวัฒนธรรมขอม คือ ใช้อักษรเขมร เลขเขมร ตรัสภาษาเขมร (แล้วยกย่องเป็นราชาศัพท์ของไทยสืบมา)

          ปราสาทพระวิหาร เป็นวัฒนธรรมขอม อยู่ในกลุ่มเดียวกับปราสาทพิมาย, พนม รุ้ง, เมืองต่ำ, ฯลฯ

          แล้วเป็นต้นแบบปรางค์ในไทย เช่น ที่อยุธยา เพราะกษัตริย์ยุคต้นอยุธยาอยู่ในวัฒนธรรมขอม นิยมสร้างพระปรางค์แบบขอมเนื่องในพุทธศาสนา กระทั่งเป็นพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่กรุงเทพฯ

          ไทยควรมีจินตนาการใหม่เกี่ยวกับชาติและประวัติศาสตร์แห่งชาติ โดยมองข้ามพ้นเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา หันมาร่วมกันพัฒนาปราสาทพระวิหาร มรดกโลก เพื่อชักจูงนักท่องเที่ยวนานาชาติเข้าสู่ปราสาทพระวิหาร และลุ่มน้ำมูล กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา} else {d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);