มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม 2556

 

          รัฐบาลต้องเร่งรัดแบ่งปันเผยแพร่ประวัติศาสตร์แบบเครือญาติ โดยระงับยับยั้งหรือยกเลิกประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผลกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อบรรเทาความขัดแย้งรุนแรงที่ส่อว่าจะมีขึ้นข้างหน้า กรณีปราสาทพระวิหาร

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยและของเพื่อนบ้านโดยรอบ มีผู้รู้จำนวนมากบอกทำนองเดียวกันมานานแล้วว่าเป็นประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมที่มากับรัฐชาติ

          ซึ่งล้วนถูกกำหนดโดยจักรวรรดินิยมยุโรป ให้วิวาทบาดหมาง สร้างบาดแผลซึ่งกันและกัน ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

          ไทยและเพื่อนบ้านต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาประวัติศาสตร์นั้นอย่างเซื่องๆ โดยมีสงครามกระทบกระทั่งตามชายแดนเป็นระยะๆเรื่อยมาไม่ขาด แล้วสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน มีชาวบ้านและทหารล้มตายทั้งสองฝ่าย

          แม้ไทยจะหลอกตัวเองอย่างโอ้อวดว่าไม่เคยเป็นอาณานิคม

          แต่โดยพฤตินัยซึ่งมีพยานหลักฐานยืนยันอย่างปฏิเสธมิได้แล้ว ไทยก็รับแบบแผนอาณานิคมเหมือนเพื่อนบ้านนั่นแหละ

          ถึงจะมีผู้พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายปฏิเสธ แต่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งกลายเป็นตัวตลกของนานาชาติ เพราะไม่มีใครเชื่อตามคำอธิบาย แต่เชื่อตามพฤติกรรมที่เห็นจริง

          กรณีปราสาทพระวิหารและเส้นเขตแดนตามทิวเขาพนมดงเร็กตรงนั้น ที่กำหนดขึ้นโดยอำนาจไม่เท่าเทียมกัน แต่ไทยก็ได้ยินยอมน้อมรับเขตอธิปไตยของตนอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ครั้งนั้น (ถ้าข้องใจ ขอแนะนำให้อ่านสรุปความเป็นมาปราสาทพระวิหารในอดีตและอนาคต ในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม ที่พิมพ์พร้อมกันในมติชนฉบับวันนี้)

          ปัจจุบันมีผู้พยายามโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ก็ไม่อาจปฏิเสธการยินยอมน้อมรับนั้นได้ เพราะพยานหลักฐานในประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจน

          คำตัดสินของศาลโลก ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้วนไม่ทำให้ปัญหาจบเพียงนั้น

          เพราะประวัติศาสตร์แห่งชาติของทั้งสองฝ่าย ยังข้ามไม่พ้นพรมแดนเส้นกั้นอาณาเขตที่จักรวรรดินิยมยุโรปกำหนดไว้

          ทางแก้ไขระยะยาว คือต่างชำระสะสางประวัติศาสตร์แห่งชาติของตน ให้หลุดพ้นจากประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม ที่ถูกกำหนดโดยจักรวรรดินิยมยุโรป เมื่อศตวรรษก่อนๆ

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่ทางการไทยใช้งาน เป็นประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมที่กระตุ้นยั่วยุให้ฮึกเหิมวิวาทบาดหมาง สร้างบาดแผลกับเพื่อนบ้าน ดังมีประจักษ์พยานแสดงออกให้เห็นแล้วในปีก่อนๆจนถึงปีนี้กรณีปราสาทพระวิหาร

          แต่ ก. วัฒนธรรม กับ ก. ศึกษาธิการ ยังไม่ปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย เพื่อลด ละ เลิก ความรุนแรง โดยทำให้ตรงตามพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีอยู่จริง และสอดคล้องกับสภาพสังคมวัฒนธรรมของผู้คนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ที่มีลักษณะการเมืองแบบเครือญาติ ไม่ใช่แบบอาณานิคม

          ดังนั้นเพื่อลดความขัดแย้งรุนแรงที่กำลังจะมี แล้วทวีขึ้นอีกเรื่อยๆ ต่อกรณีปราสาทพระวิหาร รัฐบาลต้องมีบัญชาให้ ก. วัฒนธรรม กับ ก. ศึกษาธิการ เร่งรัดแบ่งปันเผยแพร่อย่างต่อเนื่องเรื่องประวัติศาสตร์ไทยที่ปรับเปลี่ยนใหม่ใกล้เคียงความจริง

          โดยเฉพาะความสัมพันธ์แบบเครือญาติใกล้ชิดระหว่างไทยกับกัมพูชา ดังมีภาพสลักขบวนแห่ชาวสยามและชาวละโว้เป็นพยานบนปราสาทนครวัด ยุคไล่เลี่ยกับปราสาทพระวิหาร

          ทั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาความเป็นชาติที่กำลังเปลี่ยนไป แล้วจินตนาการใหม่ของความเป็นชาติที่มีลักษณะต่างจากเดิม เพราะความจำเป็นในสภาวะโลกาภิวัตน์ (ดังคำอธิบายของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์อยู่ในสุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรมฉบับวันนี้แล้ว)

          เรื่องอย่างนี้ไม่เห็นผลในเร็ววัน เพราะสังคมไทยถูกครอบงำด้วยสิ่งผิดๆมานานนับศตวรรษ จึงต้องอดทนผลิตซ้ำสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานไม่มีกำหนด โดยต้องดัดแปลงให้ไม่ล้าหลังตามสภาวะที่เปลี่ยนไปd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);