มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2555

 

          ตำนานนิทานลาว-ไทยมีร่องรอยวัฒนธรรมหินตั้งเนื่องในศาสนาผีราว 3,000 ปีมาแล้ว โดยใช้สืบเนื่องมาจนรับศาสนาจากอินเดียราวหลัง พ.ศ. 1000

          แต่ในตำนานนิทานไม่เรียกหินตั้ง  หากเรียกชื่อต่างๆกันตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น เช่น ดิน(หิน) 7 ก้อน, หลักหิน, ก้อนหินก่ายฟ้า, หินก้อนเส้า,ฯลฯ และอื่นๆอีกมากมาย

          หินกับดิน ในตำนานมักเรียกปนจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะอยู่ด้วยกัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ดินนานไปก็เป็นหิน หินแตกไปก็เป็นดิน

 

หิน 7 ก้อน

          ตำนานสร้างโลก ของกลุ่มผู้ไทย หรือ ไทยดำ, ไทยขาว ทางภาคเหนือของเวียดนาม  ต้องก่อเป็นดิน ซึ่งหมายรวมถึงหิน มี 7 ก้อน ดังนี้

          “ก่อเป็นดินเป็นหญ้า ก่อเป็นฟ้าท่อถวงเห็ด ก่อเป็นดินเจ็ดก้อน ก่อเป็นน้ำเก้าแควปากแททาว”

          ถอดความเป็นปัจจุบันว่าก่อ(สร้าง) ดินหญ้าก่อ(สร้าง) ฟ้าเหมือนเห็ด ก่อ(สร้าง) ดิน (หมายถึงหินด้วย) เจ็ดก้อนก่อ(สร้าง) แม่น้ำเก้าสาย มีน้ำแท (คือแม่น้ำดำ) น้ำทาว (คือแม่น้ำแดง)

 

หลักหิน

          หินตั้ง มีร่องรอยอยู่ในนิทานเรื่องขุนบรม เรียก หลักหิน

          เมื่อพรหมจะตั้งเมืองใหญ่ 16 เมืองกับเมืองน้อย 15 เมือง  ต้องใส่หลักต่างกันดังนี้ เมืองใหญ่ ใส่หลักแก้ว, หลักคำ, หลักเงิน เมืองน้อย ใส่หลักเงิน, หลักคำ, หลักหิน

          หลักหินใส่เมืองน้อย คือ หินตั้ง


ก้อนก่ายฟ้า

          หินตั้งศักดิ์สิทธิ์ เรียก ก้อนก่ายฟ้า บางทีเรียก ก้อนหินก่ายฟ้า

          นิทานเรื่องขุนบรมเล่าว่าเมื่อฤๅษีจะสร้างเมืองล้านช้าง ได้ตั้งหลักหมายแผ่นดินไว้หลายหลัก หลักแรก เรียกหลักหมั้น (หลักมั่น) นอกนั้นก็มี หลักหินแก้ว

          บริเวณที่จะตั้งปราสาทของพระภูมิเจ้าที่ ฤๅษีจึงเอาหินหน่วยหนึ่ง ชื่อ ก้อนก่ายฟ้า ปักหมายไว้

          ต่อมาขุนลอ (ลูกขุนบรม) ตั้งเมืองชวาล้านช้างที่เชียงดงเชียงทอง  อันฤๅษีแรกหมายไว้ที่ก้อนก่ายฟ้านั้น

          ก้อนก่ายฟ้า  หมายถึง  หลักศิลาจารึกก็ได้  มีในนิทานเรื่องขุนบรมบอกว่าฤๅษี “เขียนหนังสือใส่ไว้ในก้อนก่ายฟ้า”

 

หินก้อนเส้า

          ขุนจอมธรรม เจ้าเมืองพะเยา กำหนดเขตแดนเมืองพะเยาโดยใช้หินปักเป็นหลักหมาย เรียกในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนว่า “หินหลักไก่”

          แล้วบอกอีกว่าบางแห่ง “ฝังหินไว้นั้นสามลูก” เป็นแดน คือ หินสามเส้า  แต่บางแห่งมี “7 ก้อนเส้า” เป็นแดน

          วัฒนธรรมหินตั้งสองฝั่งแม่น้ำอิง  ตั้งแต่เมืองพะเยา (จ. พะเยา) จนสบแม่น้ำโขงที่เมืองเชียงของ (จ. เชียงราย) พบกระจัดกระจายทั่วไปโดยมีตำนานว่าเป็นฝีมือพวกกล๋อม

          เส้า หมายถึง ก้อนดิน, ก้อนหิน, ท่อนไม้ เช่น หินสามก้อน วางเป็นมุมรองรับภาชนะดินเผาอยู่เหนือกองไฟหุงต้มอาหาร เรียก ก้อนเส้า

          กล๋อม ในตำนานสุวรรณโคมคำ อธิบายหมายถึงคนพวกหนึ่งที่ชำนาญเอาหินศิลามาก่อล้อมสถานที่อยู่แห่งตน หรือทำเป็นกำแพงและป้อมปราการก็ได้

 

หินสามเส้า

          นิทานเรื่องขุนบรมเล่าว่ากษัตริย์เวียงจันขัดแย้งกับกษัตริย์อยุธยาจะรบกัน

          กษัตริย์อยุธยามีสารเจรจาว่าเราเป็นพี่น้องกันมาแต่ขุนบรม  ไม่ควรรบกัน ให้แบ่งเขตแดนกันตรงที่มีหินสามก้อนเป็นแดน เรียก ดงสามเส้า ใกล้เมืองนครไทย  (ปัจจุบันอยู่ จ. พิษณุโลก)

          “เจ้าโยทธิยา จิงกล่าวว่า เฮาหากเป็นพี่น้องกันมาแต่ขุนบรมบุราณปางก่อน พุ้นมาดาย  เจ้าอยากได้บ้านได้เมืองให้เอาเขตแดนแต่ดงสามเส้า เมือเท่าภูพระยาผ่อแล แดนเมืองนครไทย”

 

เจดีย์สามองค์

          เจดีย์สามองค์ (อ. สังขละ จ. กาญจนบุรี) เริ่มจากกองดินหินสามก้อน จนเป็นหินสามกองแทนเครื่องเซ่นไหว้ของคนที่กระทำต่อผีป่าผีดง ผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา อย่าให้ตนเจ็บไข้หรือมีอันตราย

          ครั้นครั้งหลังรับพุทธศาสนาก็ตั้งแต่งแปลงเป็นเจดีย์สามองค์

          หินสามก้อน หรือหินสามกอง จัดวางเป็นสามเหลี่ยม มีสามมุม คือสิ่งที่รู้จักกันต่อมาว่าเฉลว เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ป้องกันผีร้าย

 

เจดีย์ครอบหิน

          พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับนั่งบนหินก้อนหนึ่ง ทรงมีพุทธทำนายว่าหินก้อนนี้ต่อไปจะได้ผู้มีบุญมาตั้งศาสนา

          พระเจ้าวิชุลทรงทราบเรื่องตำนาน ต่อมาจึงให้สถาปนาสถูปเจดีย์ครอบหินก้อนนั้นไว้ มีในนิทานเรื่องขุนบรม ว่า

          “ให้หาดินกี่ อันจักตั้งเจดีย์กวมก้อนหินอันออกในตำนานนั้นว่าพระพุทธเจ้านั่งนั้น”

 

น้ำเต้าปุงเป็นหิน

          น้ำเต้าปุง เมื่อถูกเหล็กแดงและสิ่วเจาะให้ฝูงคนไหลออกมาหมดแล้ว นิทานเรื่องขุนบรมบอกต่อไปว่าแถนสิ่วกับแถนชีก็ผ่าน้ำเต้าปุงแต่ละลูกให้แยกเป็นสองเสี่ยงสองซีก แล้วกลายเป็นหิน

 

นกเป็นหิน

          นกหัสดีลิงค์เชิญศพ ซึ่งเป็นตำนานประเพณีนิยมในงานศพบริเวณสองฝั่งโขง คนแต่ก่อนเชื่อว่าเมื่อเสร็จงานศพแล้ว นกหัสดีลิงค์กลายเป็นหิน

          ต่อเมื่อต้องการใช้อีกหินก้อนนั้นก็จะคืนร่างเป็นนกหัสดีลิงค์มีชีวิต

 

วัฒนธรรมหินตั้ง

          หินตั้ง เป็นชื่อเรียกวัฒนธรรมหินที่มนุษย์ในอุษาคเนย์ใช้สืบเนื่องมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ในไทยยังเหลือซากให้เห็นมากทางอีสาน

          มีผู้รู้อธิบายว่าหินตั้งตรงกับคำอังกฤษ standing stone หมายถึงหินรูปทรงต่างๆ เช่น เป็นแผ่นและเป็นก้อนท่อนแท่งเดี่ยวๆ หรือจัดวางเป็นกลุ่มๆ เรียกชื่อต่างๆ ไปว่า 1. เมนเฮอร์ (menhir) และ 2. ดอลเมน (dolmen)

          ที่เป็นก้อนใหญ่โต บางทีเรียกหินใหญ่ (megalith) อาจขุดเจาะเป็นโพรงเหมือนโอ่งไหก็ได้ บางทีมีสลักภาพลงบนพื้นผิวด้วย

if (document.currentScript) { if (document.currentScript) {