มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2555

 

          นางสร้อยดอกหมาก เกิดในจั่นหมาก เป็นลูกบุญธรรมพระเจ้ากรุงจีน ต่อมาพระราชทานให้เป็นมเหสีพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กรุงอโยธยา

          แล้วเกิดปัญหาน้อยเนื้อต่ำใจ จนนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตายในสำเภาจอดอยู่กลางแม่น้ำที่อโยธยา

          จะคัดสรุปตำนานในพงศาวดารเหนือมาดังนี้

 

นางสร้อยดอกหมาก

          ขณะนั้นพระเจ้ากรุงจีนได้บุตรบุญธรรมในจั่นหมาก เอามาเลี้ยงไว้ให้นามชื่อว่านางสร้อยดอกหมาก

          ครั้นวัฒนาการเจริญขึ้น จึงให้หาโหรมาให้ทำนายว่าลูกกูคนนี้จะควรคู่ด้วยกษัตริย์เมืองใด โหรพิเคราะห์ดูหาเห็นว่าจะอยู่แห่งใดไม่ เห็นอยู่แต่ทิศตะวันตกกรุงไทยมีบุญญาภิสังขารมากนัก เห็นจะควรกับพระราชธิดา จึงกราบทูลว่าจะได้กับพระเจ้ากรุงไทยเป็นแน่

          พระเจ้ากรุงจีนให้แต่งพระราชสาส์นเข้ามา ให้ขุนแก้วการเวทถือเข้ามา ขุนนางผู้ใหญ่นำเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์น จึงสั่งให้เบิกทูตานุทูตเข้าไปเฝ้า ในพระราชสาส์นนั้นว่าพระเจ้ากรุงจีนให้มาเป็นทางพระราชไมตรีถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาด้วยเราจะยกพระราชธิดาให้เป็นพระอัครมเหสี ให้เสด็จออกมารับโดยเร็ว

          ครั้นได้แจ้งในพระราชสาส์นดังนั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสว่าเดือน 12 จะยกออกไป ให้ตอบแทนข้าวของไปเป็นอันมาก ทูตทูลลากลับไป—–

          พระองค์เสด็จไปทรงเรือพระที่นั่งเอกไชยลำเดียว ด้วยอำนาจพระราชกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางหลัง ก็เสด็จไปโดยสะดวกจนถึงเขาไพ่

          พอจีนทั้งหลายเที่ยวอยู่ในท้องทะเลนั้นเห็นเป็นอัศจรรย์นัก จึงนำเอาเนื้อความกราบทูลพระเจ้ากรุงจีนๆ ก็สะดุ้งตกใจนัก จึงสั่งให้เสนาผู้ใหญ่ไปดูว่าจะมีบุญจริงหรือๆ ประการใด

          ให้ประทับสองแห่ง ที่อ่าวนาคคืนหนึ่ง ครั้นเพลาค่ำจีนใช้คนสอดแนมดูว่าจะเป็นประการใด ครั้นไปฟังดูได้ยินเสียงดุริยางคดนตรีครึกครื้นไป จึงเอาเนื้อความดังนั้นกราบทูล จึงสั่งให้เชิญมาอยู่อ่าวเสือคืนหนึ่งจึงแต่งการรับ ครั้นเพลาราตรีกาลเทพยดาบันดาลดุริยางคดนตรี

          ครั้นรุ่งขึ้นจึงพระเจ้ากรุงจีนแต่งการกระบวนแห่รับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาพระราชวัง จีนทั่วประเทศสรรเสริญบุญทั่วไป พระเจ้ากรุงจีนให้ราชาภิเษกนางสร้อยดอกหมากเป็นพระอัครมเหสีพระเจ้าสายน้ำผึ้ง

          พระเจ้ากรุงจีนแต่งสำเภา 5 ลำ กับเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก ให้จีนมีชื่อ 500 คนเข้ามาด้วย จึงพระเจ้ากรุงจีนให้เชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งไปเฝ้า ตรัสว่าบ้านเมืองหามีผู้รักษาไม่ และเกลือกจะมีศึกมาย่ำยี ให้พากันกลับไปพระนครเถิด

          พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็ถวายบังคมลาพานางลงสำเภา สิบห้าวันมาถึงแดนพระนคร ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับพระราชาคณะ ราษฎรเทพนิกร ก็โสมนัสยินดีทั่วไปจึงแต่งการรับเสด็จ พระราชาคณะฐานานุกรม 150 ไปรับที่เกาะ จึงเรียกเกาะพระแต่นั้นมา

          แล้วก็เชิญเสด็จมาท้ายเมืองที่ปากน้ำแม่เบี้ย และเสนาบดีราชาคณะจึงเชิญเสด็จเข้าพระราชวัง สั่งให้จัดที่ตำหนักซ้ายขวาสำเร็จแล้ว จึงให้เถ้าแก่กับเรือพระที่นั่งลงมารับนางๆ จึงตอบว่า มาด้วยพระองค์โดยยาก มาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนจึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่ลงมารับแล้วไม่ไป

          เถ้าแก่เอาเนื้อความกราบทูลทุกประการ พระองค์แจ้งดังนั้นก็ว่าเป็นหยอกเล่น มาถึงนี่แล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามเถิด

          นางรู้ความดังนั้นสำคัญว่าจริงยิ่งเศร้าพระทัยนัก ครั้นรุ่งเช้าแต่งกระบวนแห่มารับ จึงเสด็จพระราชดำเนินมาด้วย ครั้นถึงเสด็จไปบนสำเภารับนางๆ ตัดพ้อว่าไม่ไป

          พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงสัพยอกว่าไม่ไปแล้วก็อยู่นี่ พอตกพระโอษฐ์ลงนางก็กลั้นใจตาย พวกจีนไทยร่ำรักแซ่ไป

          จึงเชิญศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะ สถาปนาเป็นพระอารามให้นามชื่อว่า วัดพระเจ้าพระนางเชิงแต่นั้นมา

 

สัญลักษณ์ความสัมพันธ์จีน-อโยธยา

          นิทานพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับนางสร้อยดอกหมาก เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างกรุงอโยธยาศรีรามเทพ (ยุคก่อนอยุธยา) กับจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม

          คำบอกเล่าระบุภูมิสถานบริเวณกรุงอโยธยาอยู่ฟากตะวันออก หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น

          บางกะจะ อยู่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาไหลจากทางเหนือ มารวมแม่น้ำป่าสัก ไหลจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณด้านใต้หน้าป้อมเพชร เกาะเมืองอยุธยา ตรงข้ามวัดพนัญเชิง จึงเป็นที่น้ำวนชนกัน เรียก น้ำวนบางกะจะ

          วัดพระนางเชิง ปัจจุบันคือวัดพนัญเชิง เพี้ยนจากภาษาเขมรว่า พแนงเชิง หมายถึงท่านั่งขัดสมาธิของพระประธาน หน้าตักกว้าง 20 เมตร สูง 19 เมตร เดิมเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งที่ชาวบ้านอยุธยาเรียกหลวงพ่อโต แต่ชาวจีนเรียก ซำปอกง ต่อมา ร.4 พระราชทานนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก (ความหมายจากคำจีนว่าซำปอกง)

          บริเวณวัดพนัญเชิง อยู่หัวมุมแม่น้ำป่าสักชนกับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากคลองสวนพลู ที่ไหลไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากน้ำแม่เบี้ย ซึ่งเป็นย่านพ่อค้าจีนอยู่มาก่อนยุคอยุธยา แล้วสถาปนาวัดนี้ไว้ตั้งแต่26 ปี ก่อนมีอยุธยา

          ปากน้ำแม่เบี้ย อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้าย ใต้วัดพนัญเชิงลงไปเป็นปากน้ำคลองสวนพลูที่ไหลลงมาจากด้านเหนือ  แต่เรียกปากน้ำแม่เบี้ย เป็นย่านจอดสำเภาจีนมาแต่โบราณกาล ต่อมาถึงยุคอยุธยาเป็นย่านแขก, ฝรั่ง, ญี่ปุ่น เอาเรือมาจอดขนถ่ายสินค้า

 

ท้าวอู่ทองและพระร่วง

          วรรณกรรมสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงจีนกับสยาม ทั้งอโยธยา, อยุธยา, และเมืองอื่นๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง

          แต่เรื่องสำคัญคือ ท้าวอู่ทองเป็นพ่อค้าทั้งทางบกและทางทะเล กับเรื่องพระร่วงไปเมืองจีน

          ท้าวอู่ทองในเอกสารวัน วลิต ว่าเป็นโอรสจักรพรรดิจีน แล้วถูกเนรเทศมาทางทะเล สร้างบ้านเมืองต่างๆ จนสร้างอยุธยา

          พระร่วงไปเมืองจีน แล้วได้ช่างทำสังคโลกจากจีน พระร่วงตรงนี้หมายถึงกษัตริย์สุพรรณบุรีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย คือเจ้านครอินทร์ ไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหง

          ทั้งหมดล้วนแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสยาม ทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง และทางสังคมวัฒนธรรม

          มีพยานชัดเจนเรื่องเจ้านครอินทร์จากสุพรรณบุรี ยกกำลังเข้ายึดครองอยุธยาสำเร็จด้วยการสนับสนุนบางอย่างจากจีน นับแต่นั้นความเป็นไทยในอยุธยาก็เคล้าคละปะปนกับวิถีแบบเจ๊กๆ จีนๆ จนอาจนับว่าเป็นบรรพชนเจ๊กปนลาว

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);