มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2555

 

          พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ที่รู้จักทั่วไปอีกชื่อว่าเจ้าชายสายน้ำผึ้ง เป็นวรรณกรรมยุคต้นอยุธยา มีต้นฉบับเก่าสุดเป็นสมุดข่อย แล้วถูกชำระสมัย ร.1 พิมพ์เผยแพร่รวมอยู่ในพงศาวดารเหนือ

          เรื่องราวพระเจ้าสายน้ำผึ้ง บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตอธิบายว่าเป็นตำนานเมืองอโยธยาศรีรามเทพ (ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา) ย้ายลงมาจากเมืองทวารวดี (ที่ลพบุรี) เมื่อราวหลัง พ.ศ. 1600 แล้วเปลี่ยนนามเมืองทวารวดี (ที่ลพบุรี) เป็นเมืองละโว้

          จะคัดจากพงศาวดารเหนือ (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังนี้

 

เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง

          ขณะนั้นหมู่เด็กเลี้ยงโคอยู่ ณ ทุ่งนา 47 คน เลี้ยงโคตำบลมีปลวกอันสูงใหญ่สูงศอกเศษ ตั้งตัวเป็นคนหนึ่งขึ้นว่าราชการบนจอมปลวกนั้น หมู่เด็กทั้งปวงหมอบราบอยู่เป็นนิจ จึงเป็นขุนอินทรเทพ ขุนพิเรนทรเทพ เป็นที่ขุนนางใหญ่ว่าราชการบนปราสาทปลวก

          โกรธข้าราชการสั่งให้เพชฌฆาตเอาไปฆ่าเสียด้วยไม้ขี้ตอก ไปตัดศีรษะๆ นั้นก็ขาด เรียกว่าบ้านหัวปลวกแต่นั้นมา

          ครั้งนั้นพราหมณ์ปโรหิตโหราสโมสร เสี่ยงเครื่องกกุธภัณฑ์กับเรือเอกไชยสุพรรณหงษ์ไปตามชลมารค ไปถึงบ้านเด็กเล่น เรือสุพรรณหงษ์ก็หยุดอยู่ พลพายเรือมิได้ไป

          พราหมณ์เป่าสังข์แตรงอนแตรฝรั่งขึ้นพร้อมกัน รับเอานายหมู่เด็กมาครองราชสมบัติ จึงเรียกว่าบ้านเด็กเล่นแต่นั้นมา จึงเชิญขึ้นเสวยราชสมบัติ ให้เอาพวกเด็กเล็กเพื่อนกันลงมาตั้งให้เป็นข้าราชการ

          อยู่มาวันหนึ่งลงไปสรงน้ำ เห็นลูกมอญมาขายผ้าพ่อลูกได้เบญจลักษณ จึงให้มหาดเล็กไปตามดูให้รู้ว่านางจะอยู่ที่ไหน มหาดเล็กก็ไปดูเห็นที่อยู่แล้ว ก็กลับมาทูลประพฤติเหตุทุกประการ

          อยู่มากาลวันหนึ่งนางนั้นมีระดูโลหิตติดผ้า เอาผ้าไปตากผึ้งจับเห็นเป็นอัศจรรย์ คนก็เห็นมาก

          ครั้นถึงวันศุกร์ขึ้น 11 ค่ำเวลาเช้า จึงแต่งเรือลงไปรับกับคานหามถึงแล้ว ชาวบ้านตกใจเป็นอันมาก ก็รับนางขึ้นคานหามมาพระราชวัง แต่นั้นมาจึงเรียกว่าบ้านคานหามมาจนบัดนี้

          ครั้นถึงพระราชวังจึงรับนางขึ้นราชาภิเษกเป็นเอกอัครมเหสี ไพร่บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขทั่วไป—–

          ได้ศุภวารฤกษ์ดี จึงยกพยุหไปทางชลมารคพร้อมด้วยเสนาบดี เสด็จมาถึงแหลมวัดปากคลองพอน้ำขึ้น จึงประทับพระที่นั่งอยู่หน้าวัด

          จึงทอดพระเนตรเห็นผึ้งจับอยู่ที่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบัน จึงทรงพระดำริว่า จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร เดชะบุญญาภิสังขารของเราๆ จะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรด้วยกันเสร็จ ขอให้น้ำผึ้งย้อยหยดลงมากลั้วเอาเรือรีบขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด

          พอตกพระโอษฐ์ลงดังนั้น น้ำผึ้งก็ย้อยลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งรื้อขึ้นไปถึงที่ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นประจักษ์แก่ตาแล้ว

          เสด็จนมัสการจึงเปลื้องเอาพระภูษาทรงสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรนั้น เสร็จแล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิม

          พระสงฆ์สมภารลงมาถวายชัยมงคลว่ามหาบพิตรพระราชสมภารจะสำเร็จความปรารถนา จะครองไพร่ฟ้าอยู่เย็นเป็นสุขทั่วทิศ จึงถวายพระนามว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง—–

 

จอมปลวก สัญลักษณ์ของอำนาจ

          เด็กเลี้ยงโค “นั่งขึ้นว่าราชการบนจอมปลวก” สมมุติจอมปลวกเป็นพระที่นั่งในปราสาท แล้วมีฤทธิ์เอาขี้ตอกตัดหัวคนให้ขาดได้

          อ่านแล้ว หรือได้ยินได้ฟังแล้ว น่าจะเหลวไหล ไร้สาระ

          แต่นี่เป็นคำบอกเล่าของคนแต่ก่อนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว จะเถรตรงเชื่อตามลายลักษณ์อักษรไม่ได้ ต้องพินิจพิเคราะห์อย่างนิทานสัญลักษณ์ที่แสดงอำนาจของ ผู้เป็นเจ้าของแหล่งน้ำยุคดึกดำบรรพ์นับพันๆ ปีมาแล้ว

          “ตรงไหนมีจอมปลวก น้ำจะอยู่ใต้จอมปลวกนั้น เพราะปลวกมันจะไปคาบเอาดินที่มีน้ำขึ้นมาทำเป็นจอมปลวก” เดช ภูสองชั้น เขียนเล่าประสบการณ์คนทุ่งกุลาหาตาน้ำ ในหนังสือประวัติศาสตร์สามัญชน คนทุ่งกุลา (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2546) แล้วผมเคยเขียนอธิบายเพิ่มเติมไว้ ดังนี้

          จอมปลวก คือจอมดินศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านมักกราบไหว้บูชา แล้วมีคำสั่งคำสอนเด็กๆ ว่า อย่าเยี่ยวรดจอมปลวก มิฉะนั้นกระเจี๊ยว หรือกระดอจะบวมโป่งพองเจ็บปวดรวดร้าวยาวนานถึงระเบิดเถิดเทิง

          เหตุที่ยกความศักดิ์สิทธิ์ให้จอมปลวกถึงขนาดนั้น ก็เพราะจอมปลวกคือตาน้ำ แหล่งน้ำ ที่ชาวบ้านเรียกน้ำซึมน้ำซับน้ำผุดน้ำพุ แล้วแต่ชุมชนใดจะเรียกขานกันด้วยคำไหน

          ตรงนี้แหละคืออำนาจ เพราะเป็นแหล่งน้ำเพื่อชีวิต พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นที่ตั้งชุมชนยุคดึกดำบรรพ์

          ใครพบจอมปลวกก็เท่ากับพบแหล่งน้ำ คนนั้นย่อมเป็นเจ้าของ คือ “เจ้า” ของแหล่งน้ำนั้น กลายเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ภายหลังรับอารยธรรมจากชมพูทวีป ก็คือพระราชาหรือกษัตริย์ ดังเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งในพงศาวดารเหนือ

          ถ้าจะจินตนาการให้เตลิดเปิดเปิงต่อไปอีกก็ได้ ว่าน้ำมาจากใต้ดิน และใต้ดินลึกลงไปคือโลกบาดาล เป็นถิ่นที่อยู่ของนาค มีพญานาคเป็นเจ้าครองโลกบาดาล ตาน้ำคือรูนาค หรือช่องทางสัญจรของนาคขึ้นมาติดต่อกับมนุษยโลก

          จอมปลวกเป็นจอมดินที่เชื่อมโยงกับพญานาคได้ ใครอยู่เหนือจอมปลวกย่อมเป็นผู้มีฤทธิ์ เพราะมีพญานาคเป็นมิตร เป็นบริวาร ซึ่งหมายถึงพลังอันยิ่งใหญ่เกินคนธรรมดาสามัญ

 

วรรณกรรมไทยไม่มีตำนานเหล่านี้

          ตำนานเมืองอโยธยา เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งนี้ เริ่มแรกเป็นคำบอกเล่าปากเปล่าก่อน หลังจากนั้นมีผู้จดบันทึกคำบอกเล่าเป็นลายลักษณ์อักษร ราวหลัง พ.ศ. 2000

          แต่ละขั้นตอนตั้งแต่คำบอกเล่าจนเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้เวลานานเท่าไรไม่รู้ได้

          ดังนั้น โวหารที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับคำบอกเล่าปากเปล่า ไม่น่าจะต่างกัน และควรเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งคนยุคนี้ย่อมอ่านเข้าใจยาก และบางช่วงบางตอนไม่เข้าใจเลย

          เคยมีผู้ยกเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งจากต้นฉบับเก่าสุดตรงนี้ ไปเรียบเรียงให้ง่ายๆ ก็มี ไปแต่งเป็นเพลงก็มี ซึ่งเรื่องเหล่านั้นล้วนมีต้นตอจากต้นฉบับเก่าสุดเรื่องนี้ทั้งนั้น

          แต่ตำราวรรณกรรมของไทยยุคอยุธยาที่มีการเรียนการสอนในสถาบันต่างๆ ไม่มีเรื่องนี้ และเรื่องอื่นๆ ในพงศาวดารเหนือก็ไม่มี

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);