Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 19 ธันวาคม 2555

 

         ทุกท้องถิ่นในโลกมีประวัติความเป็นมาต่างกันบ้าง คล้ายกันบ้าง

         ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นไทยต่างกันก็มี คล้ายกันก็มี

         ปัญหาอยู่ที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ถูกครอบงำโดยวิธีคิดแบบประวัติศาสตร์แห่งชาติ แล้วพยายามผูกเรื่องให้เกี่ยวข้อง หรือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งชาติ

         เช่น พยายามทำทุกวิถีทาง สร้างเรื่องทุกเรื่องให้พระนเรศวรเสด็จผ่านท้องถิ่นนั้น ทำแม้กระทั่งทรงเจ้าเข้าผี บางทีให้หลวงปู่เข้าฝันก็มี

         ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นชื่อหนังสือของ อ. ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ (แห่ง ม. มหาสารคาม) ที่อธิบายแนวคิดและแนวทางศึกษาซึ่งได้จากประสบการณ์ตรงของตนเองที่เป็นนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคนสำคัญมากๆแห่งอีสานทุกวันนี้

         ครูบาอาจารย์ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นควรซื้อหามาอ่าน จะได้เผื่อแผ่แบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่กันให้กว้างขวางอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อยุติอย่างใดอย่างหนึ่งในเร็ววัน

         แต่จำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจสาระสำคัญ ที่ผมเพิ่งได้อ่าน จึงจะคัดจากข้อเขียนในหนังสือเล่มนี้ของ อ. ทวีศิลป์(สำนักพิมพ์อินทนิล พิมพ์ครั้งที่ 2) มาให้อ่านเป็นตัวอย่างดังนี้

         “ประวัติศาสตร์มิใช่เรื่อง ‘ท่องจำ’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการ ‘ตั้งคำถาม’ เพื่อให้เกิดความคิดอันอาจมีความแตกต่างกันซึ่งนำไปสู่การสร้างสติปัญญาแก่ผู้ที่ศึกษา”

         “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าของผู้คน แต่เป็นเรื่องชีวิตของผู้คนในสังคม และสามารถทำให้เกิด ‘พลัง’ ในชุมชนซึ่งยากที่จะเกิดในการศึกษาศาสตร์ในแขนงอื่นๆ”

         “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับชีวิตผู้คนทั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตผู้คนนอกศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง

         จึงทำให้เนื้อหาของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมองภาพอดีตจาก ‘ข้างล่าง’ ขึ้นไปสู่ ‘ข้างบน’

         และเมื่อนำเนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมารวมกัน เนื้อหาประวัติศาสตร์ใหม่คงจะทำให้เห็นภาพอดีตของสังคมไทยชัดเจนยิ่งขึ้น

         ดังนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงช่วยเติมภาพอดีตของผู้คนและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทยให้สมบูรณ์มากกว่าที่ได้กระทำมา

         นักประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ฝูงหนึ่ง รวมถึงนักภาษาและวรรณกรรมอีกฝูงหนึ่ง คลั่งความเป็นเหตุเป็นผลแบบวิทยาศาสตร์

         แต่ไม่ประสีประสามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทั้งไม่มีประสบการณ์พื้นฐานสังคมอุษาคเนย์และสุวรรณภูมิ

         เลยพากันตัดทิ้งตำนานนิทานนิยายทั้งหลาย ทำให้เสียหายทั้งประวัติศาสตร์และวรรณคดีหรือวรรณกรรม ทั้งแห่งชาติและแห่งท้องถิ่นทุกอย่าง กรณีนี้ อ. ทวีศิลป์อธิบายตรงไปตรงมาว่า

         “ประวัติศาสตร์ไทยในรอบร้อยปีที่ผ่านมามุ่งเน้นการศึกษาประวัติศาสตร์แบบที่ทราบกันว่าเป็น ‘ปฏิฐานนิยม’ (Positivism) โดยให้ความสำคัญกับวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ คือมีลักษณะเป็นเหตุเป็นผล ตรวจสอบได้ ทดลองได้ พิสูจน์ได้

         ดังนั้นหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือจึงไม่ได้นำมาใช้ เช่น เรื่องอัศจรรย์ ปาฏิหาริย์

         เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องราวของท้องถิ่นจำนวนมากถูกตัดทิ้ง โดยเฉพาะตำนาน นิยาย นิทาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของการศึกษาและทำให้เข้าใจเรื่องท้องถิ่น”

         บรรดาตำนาน นิทาน นิยาย เป็นคำบอกเล่าสืบต่อกันมาปากต่อปาก แสดงสัญลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรมในยุคของคนบอกเล่า ไม่ใช่ให้เชื่ออย่างเถรตรงในคำบอกเล่าทั้งหมดนั้น

         ศิลาจารึกเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างหนึ่ง ที่ก่อนใช้ต้องประเมินคุณค่าว่าเชื่อถือได้มากน้อยขนาดไหน? และเชื่อได้ในแง่มุมไหน? ไม่ใช่เชื่อทุกอย่าง เพราะศิลาจารึกบางหลักเอาตำนานไปใส่ไว้ก็มี

         ตำนาน นิทาน นิยาย ก็เหมือนศิลาจารึก ต้องประเมินค่าความน่าเชื่อถือก่อนทั้งนั้น แล้วยังต้องหาพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆมาประกอบด้วย ถึงจะใช้งานได้ ไม่ใช่เชื่อทั้งแท่ง ทั้งท่อน หรือทั้งดุ้น

         สิ่งที่ได้จากการกลั่นกรองและประเมินอย่างดีแล้วนั่นแหละประวัติศาสตร์สังคมในท้องถิ่นนั้นๆ} else {if (document.currentScript) {