มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2555

 

          เมื่อตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2555 มีหุ่นกระบอกออกตัวคณะหุ่นคุณรัตน์ (คุณศิริรัตน์ ปานแสน) เรื่องพระรถเสน ตอนเข้าเมืองเมรีจนถึงเมรีตามพระรถเสน

          มีเรื่องย่อในสูจิบัตรบางๆซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศิลป์ทำมาแจก ความว่า

          นางสันธี รู้ความว่าพระรถเสนเป็นลูกของนางสิบสอง จึงคิดวางอุบายให้พระรถเสนเดินทางไปเมืองคชบุรี เพื่อนำมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มาถวายให้นางเพื่อรักษาอาการประชวร แต่แท้จริงแล้วนางสันธีได้เขียนสาสน์ไปล่วงหน้า เพื่อให้นางเมรีซึ่งเป็นลูกเลี้ยงฆ่าพระรถเสน แต่ระหว่างเดินทางพระรถเสนได้พบฤษี ท่านจึงได้ช่วยแปลงข้อความในสาสน์ให้ทั้งสองได้อภิเษกกันในเมือง

          ต่อมาพระยาม้าทรงได้เตือนพระรถ ว่าแม่ยังรอรักษาดวงตาอยู่ พระรถเสนจึงจำใจต้องมอมเหล้านางเมรีแล้วหลอกถามเรื่องห่อยา และดวงตา แล้วขโมยไม้เท้าวิเศษขี่พระยาม้าทรงหนีออกจากนอกเมือง ครั้นนางเมรีตื่นบรรทมไม่เห็นพระรถเสน จึงรู้ว่าพระสวามีหนีไปแล้วพร้อมห่อยา ดวงตา และไม้เท้าวิเศษ นางจึงออกติดตาม ยกทัพมาทันกันที่ชายป่า

          พระรถเสน เป็นเรื่องเดียวกับพระรถ เมรี

          ตำนานลาวทั้งล้านช้าง-ล้านนา(รวมถึงพวกคำมุ หรือขมุ ก็มีด้วย) ยกย่องพระรถ      เมรีเป็นบรรพชน ต่อมานักปราชญ์ล้านนายกตำนานพื้นเมืองเรื่องนี้แต่งเป็นชาดกเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ มีรวมอยู่ในปัญญาสชาดก แต่ไม่มีในอินเดีย เพราะเป็นตำนานพื้นเมืองที่ถูกจับบวชเป็นอินเดีย

          ตำนานลาวเรียกพระรถว่าพุทธเสน เรียกเมรีว่านางกังรี(บางทีออกเสียงว่า กางรี)

          นางกังรี เป็นลูกสาวนางยักษ์กับพระยายักษ์ พุทธเสนเป็นลูกชายพระยาอินทปัต  เจ้าเมืองอินทปัต

          ต่อมาพระยายักษ์พ่อนางกังรีตาย นางยักษ์ไปเป็นเมียพระยาอินทปัต เมื่อพระยาอินทปัตตาย พุทธเสนก็เอานางเมรีเป็นเมีย แล้วปกครองบ้านเมืองสืบต่อๆกันมาเป็นลาว

          นานเข้าเรื่องพุทธเสนกับนางกังรีก็ถูกแต่งแต้มเพิ่มเติมขยายความเป็นพระรถเมรี ดังที่รับรู้ทั่วกันในอีกชื่อหนึ่งว่านางสิบสอง

          แม่ของพระรถ มีพี่สาวซึ่งเป็นป้าของพระรถ 11 คน รวม 12 เรียกนางสิบสอง ถูกนางยักษ์ซึ่งเป็นแม่นางเมรีกลั่นแกล้งยุยงให้พระยาอินทปัตควักลูกตาออกทั้ง 2 ข้าง ยกเว้นแม่ของพระรถถูกควักออกข้างเดียว

          พระรถไปหลอกเอายาแก้ตาบอดจากนางเมรี เมื่อได้ยาก็มอมเหล้าให้เมรีเมาหลับใหล แล้วตัวเองขี่ม้าหนีนางเมรีเพื่อเอายารีบไปรักษาป้าและแม่ได้สำเร็จ

          แต่นางเมรีตามหาพระรถจนอกแตกตาย มีกลอนตอนสุดท้ายว่า ชาตินี้น้องตามพี่มา ชาติหน้าพี่ต้องตามน้องไป

          หลัง พ.ศ. 2000 มีวรรณกรรมหลายเล่มทั้งในรัฐล้านนาและรัฐอยุธยา อ้างอิงพระรถเมรี

          ในอยุธยาช่วงหลังๆ มีนักปราชญ์ราชกวีแต่งพระรถเป็นบทละคร และบทกาพย์ขับไม้กับบทมโหรี จนถึงนิราศ

          พระรถ เมรี ยังมีภาคต่อ เมื่อนางเมรีเกิดใหม่เป็นนางมโนราห์ คราวนี้พระรถต้องตามหานางมโนราห์ ดังคำอธิษฐานของนางเมรี

          นับแต่นั้นพระรถเมรีกับมโนราห์มีบทบาทสูงมากทั้งในราชสำนักและในหมู่ราษฎร ละครนอกเล่นแต่มโนราห์ จนคนเรียกละครนอกว่าโนรากระทั่งทุกวันนี้

          เพราะอะไร? ทำไมเป็นอย่างนั้น?

          ผมหาคำอธิบายอย่างอื่นให้เหมาะใจไม่ได้ นอกจากต้องอาศัยคำอธิบายเดิมว่ามีเหตุจากคนในตระกูลลาวเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งโขง ลงมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับพันๆปีมาแล้ว มีเรื่องพระรถเมรีซึ่งเป็นตำนานบรรพชนติดเนื้อติดตัวอยู่ในความทรงจำมาด้วย

          กระทั่งรับวัฒนธรรมมอญ-เขมร แล้วแต่งงานกับเจ๊กจีน เปลี่ยนเรียกตัวเองว่าไทย ก็ยังไม่ลืมพระรถเมรี

          ครั้นตระกูลลาวที่เรียกตัวเองว่าคนไทยได้รับยกย่องเป็นพระราชา เป็นกษัตริย์ จึงยกย่องตำนานพระรถเมรีสืบมา

          เมื่อขึ้นครองราชสมบัติ จึงใช้บทขึ้นเรือนหลวง จากกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเรื่องเดียว ที่ขึ้นต้นว่า “ขึ้นตั่งนั่งเมือง” ซึ่งเป็นตอนพระรถอภิเษกกับนางเมรี ขึ้นนั่งเมืองเป็นพระราชา ใช้ขับไม้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสืบมาจนยุครัตนโกสินทร์