มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2555

 

          “ผมดูแลเองสำนักการสังคีต มีงานสนุกๆต้องทำเยอะแยะเลย”

          สหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร บอกถึงงานที่ดูแลในกรมฯ หลังเป็นประธานกล่าวเปิดงานดนตรีสำหรับประชาชน ที่สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อตอนเย็นย่ำวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555

          ซึ่งมีเมฆฉ่ำเต็มฟ้าเหมือนฝนจะตก แต่ไม่ตก อากาศอบอ้าว แต่โล่งโถง เลยไม่อึดอัด

          ฤดูกาลแปรปรวน ทุกวันนี้ฟ้าฝนไม่แน่นอน ยังมีฝนหนักในฤดูหนาวจนพฤศจิกายน-ธันวาคม และอาจมีเมื่อไรก็ได้ ไม่บอกล่วงหน้า และไม่รอฤดูฝน

          ผมเดินไปเดินมาหลบเลี่ยงเบี่ยงบังอยู่ข้างนอกรั้วพิพิธภัณฑ์ เพราะตื่นกลัวคนหมู่มาก แล้วเอียงหูฟังเพลงแว่วๆจากวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร

          จนอธิบดีกล่าวเปิดงานแล้วถึงซื้อบัตรรับสูจิบัตรไปนั่งหลบอยู่ตรงศาลาหน้าพระที่นั่ง หลังสุดห่างไกลจากคนดูในสนามหญ้า

          นึกเสียดายที่คนจำนวนมากไม่รู้ว่าวันนี้สังคีตศาลาเปิดเทศกาลแล้ว เพราะไม่เป็นข่าวให้คนรู้ เคยพยายามช่วยรายงานข่าวด้านนี้ แต่ทางการไม่เอาใจใส่แล้วไม่ร่วมมือ เพราะพวกเขาไม่ต้องการบอกกล่าวข่าวสารสู่สาธารณะ ผมเลยเซ็งจนต้องเลิกไปเอง

          การแสดงเริ่มด้วยโขนชุดอโยธยาพงศ์ แล้วเป็นละครเรื่องเทพสิงหร ตำนานละครชาตรี อำนวยการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผอ. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

          สูจิบัตรอธิบายละครชาตรีว่าเป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่อย่างหนึ่งของไทย มักแสดงกับพื้นดินโดยปลูกโรงติดกับพื้น ที่ขาดเสียมิได้อย่างหนึ่งคือปักเสากลางโรง เอาไว้ผูกซองใส่อาวุธที่ใช้แสดง จึงเรียกว่าเสาซองคลี

          ผมเคยเขียนหลายครั้งแล้ว แต่จะเขียนบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าละครชาตรีคือโนรา หรือละครชาวบ้านที่ทางการเรียกละครนอก เป็นการละเล่นดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์นับพันๆปีมาแล้ว

          ดั้งเดิมไม่มีโรง แต่เล่นลานดินกลางบ้าน ที่มีเสากลางบ้านปักเป็นหลักบ้านศูนย์กลางพิธีกรรมกลางหมู่บ้านอยู่แล้ว

          เสานี้เป็นหลักประหาร ในพิธีเลี้ยงผีปีละครั้ง

          แรกๆประหารคนเพศชาย เอาเลือดเซ่นผีบรรพชนซึ่งเป็นหญิง มีหลักฐานเป็นประติมากรรมสัมฤทธิ์อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว พบที่ยูนนาน (ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เมืองคุนหมิง) แล้วมีร่องรอยในเอกสารจีนกล่าวถึงบูชายัญมนุษย์ที่ปราสาทวัดพู ที่เมืองจัมปาสัก ในลาว

          พิธีกรรมเลี้ยงผีนี่แหละเป็นจุดเริ่มการละเล่นที่ต่อมาคือละครเล่นในโรงติดพื้นดิน แล้วเสาหลักบ้านก็กลายเป็นเสากลางโรง

          แต่สังคมสมัยหลังเลื่อมใสพิธีพราหมณ์ เลยลากพิธีกรรมเลี้ยงผีดั้งเดิมเข้าหาเทวดาพราหมณ์ ซึ่งไม่เคยมีเรื่องนี้ในอินเดีย เพราะเป็นคติใหม่เพิ่งสร้างในไทย

          ผู้บริหารส่วนมากเอาใจใส่แต่งานก่อสร้างทางกายภาพที่มีงบฯมากๆ เลยไม่มีเวลาดูแลสนับสนุนงานวิชาการด้านต่างๆ ความรู้ด้านโขนละครและดนตรีเลยด้วนและด้าน เพราะคัดลอกของเก่าๆกันต่อๆมาโดยไม่ตรวจสอบค้นคว้าเพิ่มเติม นานเข้าก็ตกๆหล่นๆ

          เมื่ออธิบดีเป็นนักโบราณคดี แล้วใฝ่ใจดูแลงานการสังคีตด้วยตัวเอง น่าจะรู้ดีว่ามีหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์มหาศาล เป็นพยานวิชาการโขนละครดนตรีไทย

          ควรทำอย่างไรต่อไป คงรู้อยู่แก่ใจแล้วd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);