มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2555

 

          ตำนานนิทานเก่าแก่แต่ดึกดำบรรพ์ สร้างความสะเทือนใจและส่งแรงบันดาลใจให้กวีสมัยหลังๆ แต่งหนังสือได้รสกวีโวหาร เช่น เสมียนมี. สุนทรภู่, หลวงจักรปาณี (ฤกษ์)

 

ตำนานนิทานในพงศาวดารเหนือ

          พงศาวดารเหนือ มีเรื่องพระยากง พระยาพาน เป็นตำนานนิทานพระปฐมเจดีย์ เมืองนครชัยศรี (จ. นครปฐม)

          เล่าว่าพระยากง เป็นพ่อ พระยาพาน เป็นลูก แต่มีเหตุให้ลูกฆ่าพ่อ คือพระยาพานรบกับพระยากง แล้วฆ่าพระยากงตาย ต่อมาพระยาพานสำนึกผิดบาป เลยสร้างเจดีย์ล้างกรรม

          พ่อชื่อ กง แปลว่า วงกลม เช่น กงล้อเกวียน คือวงล้อเกวียน แล้วเรียกขนมทำจากแป้งทอดลักษณะกลม มีซี่เหมือนล้อเกวียน ว่าขนมกง

          ลูกชื่อ พาน แปลว่า เครื่องมือทรงกลม ทำด้วยโลหะคล้ายฆ้อง แต่ไม่มีปุ่มกลาง ซึ่งบางแห่งเรียก พาง, พางลาง, ผางลาง หรือหมายถึงภาชนะทรงกลม เช่น พานใส่ของ ก็ได้

          พระยากง พระยาพาน เป็นตำนานนิทานบ้านเมืองทางฟากตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย คือ เมืองนครชัยศรี, เมืองกาญจนบุรี, เมืองราชบุรี, ฯลฯ จะคัดมา (จัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก) ดังต่อไปนี้

 

พระยากง พระยาพาน

          “ขณะนั้น พระยากงได้ครองเมืองกาญจนบุรี พระอัครมเหสีทรงพระครรภ์ ให้หาโหรมาทำนายว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

          โหรพิเคราะห์ดูก็รู้ว่าจะเป็นพระราชกุมาร โหรจึงกราบทูลว่า พระราชกุมารนี้มีบุญมากนัก ใจก็ฉกรรจ์ จะฆ่าพระราชบิดาเสียเป็นมั่นคง

          ครั้นทรงพระครรภ์แก่ กำหนดจะประสูติพระราชกุมาร พระราชบิดาเอาพานรับพระราชกุมาร พระนลาฏกระทบขอบพานเป็นรอยบู้อยู่เป็นสำคัญ

          พระยากงมาคิดแต่ในพระทัยว่าจะเอากุมารนี้ไว้มิได้ พระยากงให้เอาพระราชกุมารไปฆ่าเสีย

          มารดารู้ว่าพระราชบิดาจะเอาบุตรไปฆ่าเสีย นางคิดกรุณาแก่บุตรยิ่งนัก จึงทำอุบายถ่ายเทปกปิดเสีย ให้กลบเกลื่อนสูญไป ด้วยความคิดของนาง จึงลอบเอากุมารราชบุตรอายุ 11 เดือน ไปให้ยายหอมเลี้ยงไว้

          ครั้นเจริญวัยใหญ่ขึ้น ยายหอมจึงเอากุมารไปให้พระยาราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม พระยาราชบุรีให้ดูแลการงานเบ็ดเสร็จทุกสิ่ง ครั้นถึงเทศกาลเอาดอกไม้ทองเงินไปถวายพระยากงทุกปีมิได้ขาด บุตรบุญธรรมจึงถามว่าทำไมเอาดอกไม้ทองเงินไปให้พระยากาญจนบุรีด้วยเหตุอันใด

          พระยาราชบุรีบิดาเลี้ยงจึงว่าเราเป็นเมืองขึ้นแก่เขา

          พระราชบุตรตอบว่า ไม่เอาไปให้นั้นจะเป็นประการใด

          พระยาราชบุรีว่า ไม่ได้ เขาจะว่าเราคิดขบถ จะยกทัพลงมาจับเราฆ่าเสีย

          พระราชบุตรว่า กลัวอะไร

          พระยาราชบุรีก็นิ่งอยู่ ถึงปีแล้วหาเอาดอกไม้ทองเงินไปไม่ พระยากงเจ้าเมืองกาญจนบุรีเห็นว่าพระยาราชบุรีเป็นขบถ เกณฑ์พลลงมาจะจับพระยาราชบุรีฆ่าเสีย

          ครั้นพระยาราชบุรีรู้ดังนั้น จึงเกณฑ์คนประจำหน้าที่ ให้บุตรบุญธรรมเป็นแม่ทัพ ยกออกรับทัพพระยากาญจนบุรีๆ ครั้นมาใกล้ประมาณ 30 เส้น ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้แล้ว ให้มีหนังสือให้คนถือเข้าไปถึงพระยาราชบุรีเป็นใจความว่า ให้พระยาราชบุรีออกมาหาเรา แม้นมิออกมาหา เราจะปล้นเอาเมือง

          พระยาราชบุรีทราบดังนั้น ปรึกษากับบุตรบุญธรรมว่าจะคิดประการใดดี

          ราชบุตรจึงว่าจะขออาสาชนช้าง

          พระราชบิดาก็จัดช้างพลายงางอนสูง 6 ศอก ผูกเครื่องมั่นให้บุตรบุญธรรมเป็นนายทัพ ครั้นได้ฤกษ์ก็ยกออกไป

          พระยากงเห็นดังนั้น ก็ผูกช้างพลายมงคลออกมาท่ามกลางพล เข้าโจมไล่ช้างพระราชกุมารๆ รับช้างพระยากงๆ เสียที ขวางตัวทานบมิอยู่ พระราชกุมารจ้วงฟันพระยากงตายกับคอช้าง ไพร่พลนายทัพนายกองแตกระส่ำระสายหารับไม่ หนีไปเมือง

          พระราชกุมารขับพลไล่รุกขึ้นไปถึงเมืองกาญจนบุรี เข้าล้อมเมืองไว้ แล้วเข้าปล้นเอาเมืองได้ โหราปุโรหิตจึงยกพระราชกุมารขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อพระยาพาน

          ครั้นเข้าปฐมยาม พระยาพานก็เข้าไปข้างใน ตั้งใจหมายจะสังวาสด้วยมารดา ก็เข้าไปในตำหนัก

          วิฬาร์แม่ลูกๆ ร้องจะกินนม แม่ห้ามลูกไว้ว่าอย่าร้องไป ดูลูกเขาจะเข้าหาแม่

          พระยาพานก็สะดุดตกใจ ไฉนวิฬาร์มาร้องดังนี้ก็ถอยออกมา

          ครั้นถึงทุติยยามก็กลับเข้าไปอีก

          ม้าแม่ลูกอยู่ที่ใต้ถุน ลูกนั้นร้องจะกินนม แม่ม้าจึงว่าอย่าเพ่อกินก่อน ดูลูกเขาจะเข้าไปหาแม่

          พระยาพานก็ตกใจ เหตุไฉนม้าจึงว่าดังนี้ ก็ถอยออกมา

          ครั้นถึงตติยยาม ก็กลับเข้าไปอีกถึงมารดาๆ จึงถามว่าท่านเป็นบุตรผู้ใด

          พระยาพานบอกว่าเป็นบุตรพระยาราชบุรี

          มารดาจึงถามว่า พระยาราชบุรีได้มาแต่ไหน เจ้านี้เป็นลูกของข้า เมื่อประสูติบิดาเอาพานทองรับ พระพักตร์กระทบพานเป็นรอยบู้อยู่ ถ้ามิเชื่อส่องพระฉายดูเถิด พระองค์คือลูกของข้า โหรทำนายว่ามีบุญนัก บิดาจึงให้เอาเจ้าไปฆ่าเสีย แม่จึงเอาไปฝากยายหอมไว้

          พระยาพานได้สำคัญเป็นแน่ ก็ทรงพระกันแสงว่าได้ผิดไปแล้ว ฆ่าบิดาเสียดังนี้เศร้าพระทัยนัก จึงตรัสว่ายายหอมหาบอกให้รู้ไม่ ก็ให้เอายายหอมไปฆ่าเสีย แร้งลงกิน จึงเรียกว่าท่าแร้ง มาจนคุ้มเท่าบัดนี้                  

          ขณะเมื่อพระยาพานฆ่าบิดากับยายเลี้ยงคิดเป็นเวร ตั้งแต่ทำบุญให้ทานแก่ยาจกวรรณิพกมิได้ขาดเป็นนิจ

          พระอัครมเหสีมีครรภ์แก่ประสูติพระกุมารพระองค์หนึ่ง พระองค์เสน่หาในพระราชบุตรเป็นกำลัง จึงทรงพระดำริว่าบิดารักเราผู้บุตร เหมือนหนึ่งเรารักพระราชโอรสเราฉะนี้ มิควรที่เราจะกระทำเลย เพราะว่าเราเป็นคนโมหะจิต มิได้คิดให้ผิด ด้วยเราหารู้ไม่ฉะนี้ ก็เสียพระทัยสลดลง จึงปรึกษากันว่าทำไฉนจึงจะล้างกรรมเวรอันนี้ได้”

 

สร้างเจดีย์ล้างกรรม

          นิทานเล่าต่อไปว่ามีพระมหาเถรบรรลุธรรมพิเศษ ถวายพระพรพระยาพานว่าจะล้างกรรมทำปิตุฆาตมิได้ แต่บำบัดผ่อนคลายโทษลงได้ “ให้ก่อพระเจดีย์สูงชั่วนกเขาเหิน”

          พระยาพานก็ทำตามนั้น มีประจักษ์พยานเป็นที่รับรู้ทั่วกันในสมัยหลังๆ ต่อมาจนปัจจุบันคือ พระปฐมเจดีย์ (จ. นครปฐม)

          เรื่องพระยากง พระยาพาน เป็นนิทานบอกเล่ากันมาแต่ครั้งไหน? ยังไม่มีใครบอกได้ มีแต่สันนิษฐานหรือเดาไปต่างๆ กัน เช่น

          เชื่อว่าเริ่มเล่ากันเมื่อครั้งมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามนี เจ้านายเชื้อสายรัฐสุโขทัย ที่บวชเป็นพระสงฆ์ไปแสวงบุญถึงลังกาทวีป แล้วกลับมาชักชวนผู้มีศรัทธาร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุหลวง เมืองนครชัยศรี (จ. นครปฐม) เป็นรูป พระปรางค์ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1900 มีบอกแฝงไว้ในจารึกวัดศรีชุม รัฐสุโขทัย (มีอธิบายละเอียดอยู่ในหนังสือ พระปฐมเจดีย์ ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรกฯ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2545)

          ต่อมาสมัย ร.4 โปรดให้สร้างสถูปทรงระฆังคว่ำครอบสถูปทรงปรางค์กับซากฐานสถูปยุคทวารวดี แล้วเรียกว่า พระปฐมเจดีย์

 

แรงบันดาลใจกวี

          นิทานเรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้กวียุคกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งพรรณนาไว้ เช่น เสมียนมี, สุนทรภู่, หลวงจักรปาณี

          เสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีสมัย ร.3 แต่งนิราศพระแท่นดงรัง พ.ศ. 2379 เมื่อผ่านสถูปสูงใหญ่ชั่วนกเขาเหิน (ตอนนั้นยังไม่เรียกพระปฐมเจดีย์) มีความตอนหนึ่งว่า

          พระประทมของบรมกษัตริย์สร้าง        เป็นพระปรางค์ใหญ่โตรโหฐาน

          สูงเท่านกเขาเหินเกินทยาน                     พระยาพานก่อสร้างไว้ล้างกรรม

          เธอหลงฆ่าบิตุรงค์ทิวงคต                      เขารู้หมดเรื่องความไม่งามขำ

          เธอทำผิดคิดเห็นไม่เป็นธรรม                  จึงกลัวกรรมก่อสร้างพระปรางค์ทอง

          ครั้นถึง พ.ศ. 2385 ยังเป็นแผ่นดินรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ มหากวีกระฎุมพีŽก็เดินทางไปนมัสการแสวงบุญที่พระปฐมเจดีย์แล้วแต่งนิราศพระประธมไว้ ตอนหนึ่งว่า

          ด้วยเดิมเรื่องเมืองนั้นถวัลยราชย์          เรียงพระญาติพระยากงสืบวงศา

          เอาพานทองรองประสูติพระบุตรา             กระทบหน้าแต่น้อยน้อยเป็นรอยพาน

          พอโหรทายร้ายกาจไม่พลาดเพลี่ยง         ผู้ใดเลี้ยงลูกน้อยจะพลอยผลาญ

          พระยากงส่งไปให้นายพราน                   ทิ้งที่ธารน้ำใหญ่ยังไม่ตาย    

          ยายหอมรู้จู่ไปเอาไว้เลี้ยง                        แกรักเพียงลูกรักไม่หักหาย

          ใครถามไถ่ไม่แจ้งให้แพร่งพราย                ลูกผู้ชายชื่นชิดไม่ปิดบัง

          ครั้นเติบใหญ่ได้วิชาตาปะขาว                  แกเป็นชาวเชิงพนมอาคมขลัง

          รู้ผูกหญ้าผ้าพยนต์มนต์จังงัง                   มีกำลังลือฤทธิ์พิสดาร

          พระยากงลงมาจับก็รับรบ                       ตีกระทบทัพย่นถึงชนสาร

          ฝ่ายท้าวพ่อมรณาพระยาพาน                  จึงได้ผ่านภพผดุงกรุงสุพรรณ

          เข้าหาพระมเหสีเห็นมีแผล                      จึงเล่าแต่ความจริงทุกสิ่งสรรพ์

          เธอรู้ความถามไถ่ได้สำคัญ                     ด้วยคราวนั้นคนเขารู้ทุกผู้คน

          ครั้นถามไถ่ยายหอมก็ยอมผิด             ด้วยปกปิดปฏิเสธซึ่งเหตุผล

          เธอโกรธาฆ่ายายนั้นวายชนม์                  จึงให้คนก่อสร้างพระปรางค์ประโทน

          แทนคุณตามความรักแต่หักว่า                ต้องเข่นฆ่ากันเพราะกรรมเหมือนคำโหร

          ที่ยายตายหมายปักเป็นหลักประโคน       แต่ก่อนโพ้นพ้นมาเป็นช้านาน

          จึงสำเหนียกเรียกย่านบ้านยายหอม          ด้วยเดิมจอมจักรพรรดิอัธิษฐาน

          ครั้นเสด็จสรรพกลับมาหาอาจารย์             เหตุด้วยบ้านนั้นมีเนินศีลา

          จึงทำเมรุเกณฑ์พหลพลรบ                     ปลงพระศพพระยากงพร้อมวงศา

          แล้วปลดเปลื้องเครื่องกษัตริย์ขัตติยา      ของบิดามารดรแต่ก่อนกาล

          กับธาตุใส่ในตรุบรรจุไว้                          ที่ถ้ำใต้เนินพนมประธมสถาน

          จึงเลื่องลือชื่อว่าพระยาพาน                    ผู้สร้างชานเชิงพนมประธมทอง

          คนยุคอยุธยา รู้จักมหาธาตุหลวงด้วยคำเขมร(ขอม) ว่า “พระธม” หมายถึงสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ (ธม แปลว่า ใหญ่) มีบอกในจารึกวัดศรีชุม

          ต่อมา คนยุครัตนโกสินทร์ เรียกเพี้ยนเป็นประธม และ/หรือ ประทม เพราะไม่รู้ความหมายเดิมแล้วว่าเป็นอะไร?

          ดังนั้น ในนิราศของเสมียนมีกับสุนทรภู่ จึงเรียกเป็นประธม, ประทม} else {