มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555

 

          พงศาวดารเหนือ เมื่อก่อนจะถูกชำระรวบรวมแล้วเรียกชื่อใหม่ว่า พงศาวดาร แต่เดิมเป็นคำบอกเล่าเก่าแก่ มีหลายเรื่องส่งต่อกันปากต่อปาก

          คำบอกเล่าเหล่านั้นเป็นตำนานบ้านเมืองบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด คือ ทั้งตอนล่างที่เป็นบริเวณรัฐอยุธยา และทั้งตอนบนที่เป็นบริเวณรัฐสุโขทัย

          จึงยกย่องเป็นตำนานศักดิ์สิทธิ์ บอกเล่าความเป็นมาของบรรพชนผู้สถาปนาบ้านเมืองของตน

 

ตำนานบ้านเมือง

          นักปราชญ์ราชบัณฑิตยุคอยุธยา เขียนคำบอกเล่าตำนานบ้านเมืองแต่ละเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนสมุดข่อย ราวหลัง พ.ศ. 2000 มีตัวอย่างเรื่องต่างๆ ในพงศาวดารเหนือ ดังนี้

          เรื่องพระยาสักรดำตั้งจุลศักราช, เรื่องสร้างเมืองสวรรคโลก, เรื่องอรุณกุมารเมืองสวรรคโลก, เรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก, เรื่องสร้างเมืองพิษณุโลก, เรื่องสร้างพระชินสีห์ พระชินราช, สร้างเมืองเสนาราชนคร, เรื่องพระยากาฬวรรณดิศสร้างเมืองต่างๆ, เรื่องที่กัลปนา, ทำเนียบคณะสงฆ์, เรื่องพระร่วงเมืองสุโขทัย, เรื่องพระยาแกรก, เรื่องพระนเรศวรหงสา, เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง, เรื่องพระมาลีเจดีย์, เรื่องพระยากง, เรื่องพระเจ้าอู่ทอง, เรื่องพระบรมราชาเมืองสวรรคโลก, เรื่องขุนสิงหฬสาคร

          ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกอยู่บนสมุดข่อยในหอสมุดแห่งชาติ แต่ยังไม่ชำระออกมาแบ่งปันเผยแพร่

 

วรรณกรรมเพื่อพิธีกรรม

          น่าเชื่อว่าสมุดข่อยจดตำนานบ้านเมือง เป็นคัมภีร์ใช้ในพิธีกรรมของราชอาณาจักรตามพระราชานุกิจที่กำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาล

          แล้วใช้เป็นตำรับตำราของราชสำนักด้วย มีร่องรอยอยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต ว่าขุนชินราชเป็นหมอผี คือนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนัก ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของบ้านเมืองและบรรพชน

          ประเพณีบอกเล่าความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และบรรพชน (ปัจจุบันเรียกประวัติศาสตร์ แต่บรรพชนมักเป็นหญิงมากกว่าชาย) มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว มีร่องรอยอยู่ในลายเส้นบนหน้ากลองทองสัมฤทธิ์ (มโหระทึก) และภาพเขียนสีตามผนังถ้ำและเพิงผา

          ลายเส้นและภาพเขียนสีเป็นเสมือนรูปประกอบเล่าเรื่องไม่ยืดยาว มักมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ จนถึงวิถีชีวิตของโคตรตระกูล

          ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันอย่างศรัทธาว่าคำบอกเล่าเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พิธีขอฝน เพราะมีคำบอกเล่าว่ามีแถนอยู่บนฟ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน

          ไม่มีใครรู้ และไม่พบหลักฐานคำบอกเล่าครั้งแรกของกลุ่มชนที่พูดตระกูลภาษาไทย ว่าด้วยเรื่องอะไร? แต่มีคำบอกเล่าที่ส่อเค้าเก่าแก่มาก และอยู่ในความทรงจำของกลุ่มชนตระกูลไทยและลาว ที่มีหลักแหล่งบริเวณสองฝั่งโขง ว่าด้วยแถนและกำเนิดคนจากน้ำเต้าปุง ต่อมาภายหลังอีกนานมีผู้จดบันทึกความทรงจำคำบอกเล่านั้นไว้ แล้วจัดรวมอยู่ต้นเรื่องพงศาวดารล้านช้าง

          นอกจากนั้นยังมีในความโทเมือง (ความเป็นมาของเมือง) จากเมืองหม้วยของพวกผู้ไทยในเวียดนาม กับตำนานนิทานของพวกพวกจ้วง (ตระกูลไทย-ลาว) มณฑลกวางสี ในจีน

 

นักปราชญ์ราชสำนัก พิทักษ์ตำนาน

          ขุนชินราช (คือ พันบุตรศรีเทพ หรือขุนวรวงศาธิราช ในเหตุการณ์ตอนท้าวศรีสุดาจันทร์) เป็นนักปราชญ์ราชสำนักอยุธยา ดูแลคัมภีร์ตำรับตำราของราชอาณาจักรซึ่งเก็บไว้ในกลุ่ม “หอพระ” คือ หอพระมณเฑียรธรรม, หอหนังสือ, หอสวด, หอพระเทพบิดร ฯลฯ

          พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182 (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2548 หน้า 41) ได้พรรณนาถึงขุนชินราช หรือขุนวรวงศาธิราช ว่าเป็นหมอผี

          “หมอผี ซึ่งเข้าเฝ้าแปลนิทานเก่าแก่ และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก”

          “ทุกวันพระสนมจะนำหมอผีไปยังห้องพระบรรทม และขออยู่ลำพังกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยอ้างว่าจะขออ่านนิทานสนุกๆ และข้อความที่ควรจะจดจำให้พระเจ้าแผ่นดินสดับ”

          หมอผีในเหตุการณ์ตอนนี้ทำหน้าที่ “แปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก” และ “อ่านนิทานสนุกๆ และข้อความที่ควรจะจดจำให้พระเจ้าแผ่นดินสดับ” สอดคล้องกับเรื่องของหอพระ อันเป็นที่เก็บรักษาต้นฉบับหนังสือพงศาวดาร และตำราศักดิ์สิทธิ์

          หมอผีในที่นี้ก็คือพันบุตรศรีเทพ หรือขุนชินราช เป็นพนักงานเฝ้าหอพระ ย่อมมีโอกาสได้ความรู้จากตำรับตำราในหอพระด้วย จึงสามารถแปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก ที่สุดแล้วก็เป็นพระอาจารย์ถวายความรู้ให้พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระเยาว์ได้

          ในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา จะมีใครไหนเล่า “แปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก” ได้? ถ้าไม่ใช่ผู้รอบรู้ทางอักษรศาสตร์

          แล้วใครจะมีโอกาสเป็นผู้รอบรู้ทางอักษรศาสตร์ได้ถ้าไม่ใช่เชื้อสายชนชั้นสูงเช่นตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์

          คำว่าหมอผีในสังคมยุคดึกดำบรรพ์หมายถึงบุคคลพิเศษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม (เทียบได้กับนักบวชในสมัยหลังๆ ต่อมาที่มีความรู้ความชำนาญทางอักษรศาสตร์และโหราศาสตร์)

          ในราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ยังมีตำแหน่งหมอผีหลวง อยู่ในกฎมณเฑียรบาล เมื่อสมเด็จพระอรรคมเหสีทรงครรภ์ถึงเวลา “คลอด” จะต้องมีพิธีกรรมดังนี้

          “…เมื่อสมภพ วังตีฆ้อง…..ขุนศรีสังกรเป่าสังข สังขพลเป่าแตร 20 ฆ้องไชย ขุนอินทขุนจันทต้มน้ำร้อน มหาเทพมหามนตรีตั้งรักษากำ หฤไทยราชเบีก หมอผีหลวง หลวงโขมด เอากะบานผีเสีย…ครั้นสมภพสนานแล้ว ลูกเธอรับยื่นแก่สนองพระโอษฐๆ ยื่นแก่แม่นม นาลิกา 1 เบีก หมอปัตติเสดาะเคราะห์ สนัดดึง…หมอเสดาะเคราะห์ 20 คน…”

          จะเห็นว่าในราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยายังต้องใช้พิธีกรรมที่สืบเนื่องมาแต่ยุคเก่าก่อน ผู้ทำพิธีกรรมมีทั้ง “หมอผีหลวง, “หลวงโขมด” และ “หมอสะเดาะเคราะห์”

          ฉะนั้นฐานะทางสังคมของหมอผี จึงไม่ใช่ต่ำต้อย บางครั้งกลับจะสูงกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);