มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555

 

          คำบอกเล่าเก่าแก่ เป็นวรรณกรรมปากเปล่าที่ส่งต่อกันปากต่อปาก มายาวนานมากจนหาต้นตอไม่ได้

          แล้วมีลักษณะ “บอกเก้า เล่าสิบ” คือจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่งซึ่งจะถูกดัดแปลงแต่งเติมเสริมต่อไปเรื่อยๆ เข้าทำนองบอกแค่เก้า แต่เล่าเป็นสิบ หรืออาจหลงลืมตัดทอนหล่นหายเหลือแค่แปดก็ได้

          คำบอกเล่ากันปากต่อปาก เกิดมาก่อนมีลายลักษณ์อักษรไทย ครั้นมีอักษรไทยแล้วถึงจดเป็นลายลักษณ์อักษร

          เฉพาะในรัฐอยุธยาพบร่องรอยว่าเริ่มจดคำบอกเล่าเป็นลายลักษณ์อักษรไทย ราวหลัง พ.ศ. 2000 แล้วเรียกปนกันภายหลังว่าตำนานบ้าง พงศาวดารบ้าง เช่น พงศาวดารเหนือ แต่เนื้อหาเป็นตำนานหลายเรื่อง ซึ่งนับเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ยุคหลัง พ.ศ. 2000

 

คำบอกเล่าเก่าแก่

          พงศาวดารเหนือ เป็นชื่อหนังสือที่รับรู้ทั่วไปในปัจจุบัน แต่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ

          1.ไม่ใช่พงศาวดารลำดับรัชกาล เช่น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ และ

          2.ไม่ใช่เรื่องราวของภาคเหนือ ซึ่งทุกวันนี้หมายถึงดินแดนโยนกล้านนา แต่เป็นเรื่องราวของภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนล่างและตอนบน โดยเล่าเรื่องปนกัน

          พงศาวดารเหนือ คือหนังสือประชุมคำบอกเล่าเก่าแก่เป็นเรื่องๆ มีทั้งเรื่องราว ยุคอโยธยา, ละโว้ (ก่อนอยุธยา) และยุคอยุธยา, สุโขทัย แล้วจดเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนสมุดข่อยในยุคอยุธยา โดยกำหนดช่วงเวลาแน่นอนไม่ได้ แต่ราวหลัง พ.ศ. 2000

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบาย (เมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457) ว่า “เป็นหนังสือหลายเรื่องมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เดิมดูเหมือนจะจดจำไว้เป็นเรื่องต่างๆ กัน”

          สรุปว่าพงศาวดารเหนือ ดั้งเดิมเป็นคำบอกเล่าเก่าแก่มีหลายเรื่อง แยกเป็นเอกเทศแต่ละเรื่อง ต่อมาถึงมีผู้รวบรวมเอามาร้อยต่อเนื่องจะให้เป็นเรื่องเดียวกันตามความเข้าใจของนักปราชญ์ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จฯ ทรงอธิบายอีกว่า วิธีรวบรวมมาเรียบเรียงค่อนข้างไขว้เขว สับสน

 

พงศาวดารเหนือ

          ร.1 โปรดให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ต่อมาคือ ร.2) เป็นแม่กองชำระรวบรวมเรียบเรียงหนังสือจดคำบอกเล่าครั้งกรุงเก่า เห็นมีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเหนือ จึงให้ชื่อเมื่อสำเร็จแล้วว่าพงศาวดารเหนือ ดังสมเด็จฯ ทรงมีพระนิพนธ์อธิบายไว้ ดังนี้

          “หนังสือพงศาวดารเหนือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแต่ยังดำรงพระเกียรติยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีรับสั่งให้พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เป็นผู้รวบรวมเรื่องมาเรียบเรียงเมื่อปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1169 พ.ศ. 2350

          ต้นฉบับที่มีในหอพระสมุดมีบานแพนกดังนี้

          ‘ข้าพระพุทธเจ้า พระวิเชียรปรีชาน้อย เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ขวา ได้รับพระราชทานเรียงเรื่องสยามราชพงศาวดารเมืองเหนือตั้งแต่บาธรรมราช สร้างเมืองสัชชนาไลย เมืองสวรรคโลก ได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระนามพระเจ้าธรรมราชาธิราช เป็นลำดับลงมาจนถึงพระเจ้าอู่ทอง สร้างกรุงศรีอยุธยาโบราณราชธานีโดยกำลังสติปัญญาสักกานุรูปอันน้อย ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ขอเดชะ’

          หนังสือที่รวมเรียกว่าพงศาวดารเหนือนี้ ที่จริงเป็นหนังสือหลายเรื่องมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เดิมดูเหมือนจะจดจำไว้เป็นเรื่องต่างๆ กัน ได้เคยเห็นบางเรื่องมีอยู่ในที่อื่น

          จะพึ่งเอามารวบรวมแลแต่งหัวต่อเชื่อมให้เป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรับสั่งให้พระวิเชียรปรีชาเรียบเรียง วิธีเรียบเรียงอยู่ข้างจะไขว้เขวสับสน บางทีเรื่องเดียวกันเล่าซ้ำเป็นสองหนก็มี

          หนังสือพงศาวดารเหนือนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้พิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อปีมะเส็งเอกศก จุลศักราช 1231 พ.ศ. 2412 มีเรื่องตำนานพระแก้วมรกตติดอยู่ข้างท้ายด้วย

          ในการพิมพ์ใหม่ครั้งนี้เพื่อจะให้สะดวกแก่ผู่อ่าน ข้าพเจ้าได้ลงชื่อเรื่องไว้ทุกๆเรื่องในพงศาวดารเหนือ แลเรื่องที่เล่าซ้ำกันได้ตัดออกเสีย แต่ขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่า หนังสือพงศาวดารเหนือนี้พิมพ์ตามฉบับเดิม ข้าพเจ้าไม่ได้สอบสวนลงเนื้อเห็นความจริงเท็จของเรื่องราวไว้ในที่นี้”

 

เมืองเหนือของรัฐอยุธยา

          พงศาวดารเหนือ หมายถึงพงศาวดารเมืองเหนือ ตามคำในบานแพนกของหนังสือเรื่องนี้ซึ่งพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ผู้รวบรวมได้เขียนบอกไว้

          เมืองเหนือ ในที่นี้หมายถึงบริเวณอยู่เหนือรัฐอยุธยาขึ้นไป ซึ่งเคยเป็นดินแดนรัฐสุโขทัย แล้วรัฐอยุธยาถือว่าเป็นรัฐเครือข่ายเครือญาติของตน

          ดังนั้นเมืองเหนือจึงไม่ใช่ภาคเหนือปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมเรียกดินแดนโยนกหรือล้านนา ไม่ได้เรียกเมืองเหนือ

          เมืองเหนือ เป็นเขตสะสมอยู่ภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน (ไม่ใช่ภาคเหนือตอนล่าง)

          เป็นที่รวมของคนหลายเผ่าพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายเข้าไปเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว จาก 2 แหล่ง คือ 1. จากสองฝั่งแม่น้ำโขงทางตะวันออก 2. จากสองฝั่งแม่น้ำสาละวินทางตะวันตก

          ราวหลัง พ.ศ. 1500 มีคนในตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายลงมาตามเส้นทางการค้าข้ามภูมิภาค ผ่านบริเวณเมืองเหนือ สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมีรัฐใหญ่อยู่ 2 ฟากแม่น้ำเจ้าพระยา คือ รัฐทวารวดี อยู่ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี (สระบุรี-ลพบุรี) และรัฐหลั่งยะสิว อยู่ลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน (นครปฐม-สุพรรณบุรี)

          (การเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนคราวนี้ มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ เมืองราด ของพ่อขุนผาเมืองกรุงสุโขทัย และรอยเชื่อมในประวัติศาสตร์ไทย โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2555)

          หลังจากนั้นรัฐทวารวดีย้ายศูนย์กลางจากลพบุรีลงไปอยู่อยุธยา ได้นามว่า อโยธยาศรีรามเทพ ส่วนบริเวณเดิมได้นามละโว้ ในที่นี้สมมุติเรียกรวมๆว่า อโยธยา-ละโว้ (ซึ่งต่อไปจะเป็นอยุธยา)

          อโยธยา-ละโว้ (อยู่ที่อยุธยา) อุดหนุนให้มีรัฐสุโขทัยขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน (ลุ่มน้ำน่าน-ยม) นับเป็นเครือข่ายเครือญาติ ทำหน้าที่รวบรวมทรัพยากรจากดินแดนภายในลงไปให้รัฐอโยธยา-ละโว้ ส่งเป็นสินค้าของป่าเพื่อค้ากับจีน, อินเดีย, ฯลฯ

          ด้วยเหตุนี้เองรัฐอยุธยาที่สืบจากอโยธยา-ละโว้ จึงถือว่ารัฐสุโขทัยเป็นดินแดนเมืองเหนือของตน แต่รัฐสุโขทัยก็พยายามแยกเป็นเอกเทศ อันเป็นเหตุให้ต้องระหองระแหงขัดแย้งกันตลอดมา จนท้ายที่สุดรัฐสุโขทัยก็ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอยุธยา

          ตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่สรุปย่อมานี้ จะเห็นว่าสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย แต่ถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐอโยธยา-ละโว้ หรืออยุธยา (โบราณ)

 

ภาคกลางตอนบน

          ดินแดนที่เคยเป็นรัฐสุโขทัยซึ่งอยุธยาเรียกเมืองเหนือ นับเป็นส่วนหนึ่งของภาคกลางตอนบน (ไม่ใช่ภาคเหนือตอนล่าง ตามการแบ่งของทางการปัจจุบัน)

          ภาคกลางมีแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยเป็นแกนกลาง แล้วแบ่งออกเป็น 2 บริเวณ คือ ตอนบนกับตอนล่าง

          ตอนบน เป็นวัฒนธรรมรัฐสุโขทัย อยู่ลุ่มน้ำป่าสัก-น่าน-ยม-ปิง(วัง) ทางเหนือสุดอยู่อุตรดิตถ์ ทางใต้สุดอยู่นครสวรรค์ เขตภายในมีตาก, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์

          ทุกวันนี้มีบางคนอ้างว่าอุตรดิตถ์เป็นภาคเหนือตอนล่าง เพราะมีชาวโยนกล้านนาตั้งบ้านเรือนอยู่ไม่น้อย ซึ่งแท้จริงแล้วเพิ่งเคลื่อนย้ายมาอยู่ใหม่ไม่นานนี้เอง ไม่ใช่คนดั้งเดิมยุครัฐสุโขทัย

          ตอนล่าง เป็นวัฒนธรรมรัฐอยุธยา แบ่งเป็น 2 ฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และอ่าวไทย คือ ฟากตะวันตกและฟากตะวันออก

          ฟากตะวันตก ทางลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน เชื่อมโยงถึงอ่าวเมาะตะมะ ทะเลอันดามัน มีจังหวัดต่างๆ คือ อุทัยธานี, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์

          ฟากตะวันออก ทางลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ถึงลุ่มน้ำบางปะกง และดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งแต่ลพบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, อยุธยา, นนทบุรี, กรุงเทพฯ, นครนายก-ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง จันทบุรี, ตราด