มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2555

 

          ตลิ่งชัน หมายถึงพื้นดินชายน้ำสองฝั่งคลองมีลักษณะสูงชัน

          เพราะเป็นบริเวณดินดอนเก่าแก่ อันเกิดจากการทับถมของตะกอนโคลนตมหนาแน่นมากกว่าที่อื่นโดยรอบ

          ชุมชนตลิ่งชันมีร่องรอยเก่ามากกว่า 555 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณคลองชักพระ (เชื่อมคลองบางกอกน้อยกับคลองบางกอกใหญ่) ซึ่งเป็นแนวแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า

          มีคลองตลิ่งชันไหลจากทิศเหนือมาลงคลองชักพระ

          อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (คณะโบราณคดี ม. ศิลปากร) อธิบายว่าพื้นดินแถบคลองตลิ่งชันคงสูงจากระดับในลำน้ำมาก ตลิ่งจึงลาดชันจนเป็นลักษณะเด่นเป็นที่รับรู้ทั่วไปเรียกตลิ่งชัน และควรมีชุมชนอยู่แล้วเมื่อราว พ.ศ. 1900-2100 พบหลักฐานเป็นพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ในโบสถ์วัดตลิ่งชัน

          เรือน พ.ศ. 2000 สองฝั่งลำน้ำย่านตลิ่งชันเป็นเรือกสวนผลไม้หลายหลากต่อเนื่องเป็นพืด ตั้งแต่บางระมาดถึงบางเชือกหนัง โดยมีตลาดเป็นบางแห่ง ระบุไว้ในโคลงกำสรวลสมุทร (หรือกำสรวลศรีปราชญ์) บทหนึ่งว่า

          ด้าวหั้นเอนกซื้อ         ขนมขาย

          วอนว่อนเลวงคิด           ค่าพร้าว

          หมากสุกทะลายปลง     ปลดใหม่

          มือแม่ค้าล้าวล้าว           แล่นชิงโซรมชิง

          ถอดความโดยสรุปว่าละแวกนั้นมีคนส่งเสียงซื้อขายขนมต่างๆ ตลอดจนมะพร้าวและหมากดิบทะลายสดใหม่เพิ่งได้จากต้นหมาก ซึ่งแม่ค้ากำลังเอาสองมือดึงถอนลูกหมากออกจากทะลายขายให้คนแย่งกันซื้อ

          ล้าว ในวรรคหน้าบรรทัดที่สี่ว่า “มือแม่ค้าล้าวล้าว” ไม่ใช่คำเพี้ยนจากชื่อกลุ่มคนลาว แต่เป็นคำลาวดั้งเดิม แปลว่ารวมกันเข้า แล้วดึงหรือถอน (จากสารานุกรมภาษาอีสานฯ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 หน้า 673)

          ตลิ่งชันเป็นชุมชนใหญ่ ได้รับยกเป็นอำเภอในสมัย ร.5 ครั้นทุกวันนี้เป็นชื่อเขต มี 6 แขวง คือ ตลิ่งชัน, คลองชักพระ, ฉิมพลี, บางพรม, บางระมาด, บางเชือกหนัง

          ชุมทางตลิ่งชัน ย่านเก่า(ก่อน)กรุงเทพฯ โดย วิชญา ทองแดง และ ศรัณย์ ทองปาน เป็นหนังสือบอกเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สำคัญย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ฝั่งกรุงธนบุรี ที่อ่านเพลินเจริญใจอย่างยิ่ง ทั้งเต็มไปด้วยข้อมูลความรู้เชื่อถือได้ และอ่านไม่เหนื่อย ทั้งนี้เพราะฝีมือผู้เขียนทั้งสองคน

          สถาบันทางความรู้ที่อยู่ในเขตตลิ่งชันและใกล้เคียง ควรแบ่งปันความรู้จากหนังสือเล่มนี้ไปสู่สาธารณะให้กว้างขวางต่อเนื่องไม่หยุด

          แล้วร่วมกันศึกษาสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเสริมแต่งเพื่อแบ่งปันต่อไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ไม่มีวันจบสิ้น

          มิวเซียมท้องถิ่น จะมีชีวิตชีวาก็ด้วยเนื้อหาบอกความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นนั้นที่มิวเซียมตั้งอยู่

          แล้วเชื้อเชิญทุกคนให้ช่วยกันเติมกิจกรรมความรู้เรื่อยๆ จึงจะไม่เป็นโกดังเก็บของเก่าเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เห็นดาษดื่นไปd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);