มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555

 

          “คนไทยเข้าห้าง ฝรั่งเข้ามิวเซียม” เป็นปรากฏการณ์ปกตินับแต่เมืองไทยมีห้างและมีมิวเซียมตามแบบฝรั่งตะวันตก

          ข้อความนี้มีขึ้นลอยๆ เล่นๆ นานมาแล้ว (ก่อนมีมิวเซียมสยาม โดยหวังจะให้เป็นมุก หรือกิมมิคสร้างกระแสมิวเซียมก่อนเปิดมิวเซียมสยาม แต่เอาจริงเข้าก็ไม่ได้ใช้งานอะไร) เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่ออ่านข่าวสัมภาษณ์จากมติชน แล้วพบข้อความเกี่ยวข้อง

          ผู้รับผิดชอบกิจการมิวเซียมแห่งชาติของไทย มักไม่พิจารณางานมิวเซียมที่พวกตนดูแลบริหารจัดการมาแล้วเกือบร้อยปี ว่ามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากพอจะดึงดูดคนไทยเข้าชมหรือไม่?

          ใช้เวลาทำมิวเซียมแห่งชาติมาแล้วจนทุกวันนี้นานเกือบร้อยปี ก็ยังอ้างเหมือนเดิมและเหมือนปีที่แล้ว ว่างบฯไม่พอ คนไม่พอ อะไรๆก็ไม่พอ จึงพัฒนาให้ดีขึ้นไม่ได้

          แต่ที่สำคัญคือมักกล่าวโทษคนไทยและการศึกษาไทยว่าไม่ปลูกฝังส่งเสริมให้เยาวชนเห็นความสำคัญของมิวเซียม จึงไม่สนใจศึกษารากเหง้าของตนเอง ไม่แสวงหาความรู้จากนอกตำรา เพราะมุ่งท่องจำตำราเท่านั้น (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 หน้า 22)

          กรณีชอบโทษคนอื่น ผมเคยเขียนบอกเขียนเตือนบ่อยๆว่าไม่ควรกล่าวโทษคนไทยและสังคมไทย แต่ควรพิจารณาวิธีคิดและวิธีทำของตนว่ายังไม่ถูกต้องและไม่ถูกใจคนส่วนใหญ่ ฉะนั้นต้องเข้มงวดตนเองขอเวลาแก้ไข

          แต่เมื่อชอบโทษคนอื่น ผมจะเอากระจกมาส่องให้ดูตัวเองดังนี้

          มิวเซียมแห่งชาติของไทย มีลักษณะสำคัญคือเป็นที่เก็บของเก่าซึ่งไม่เอื้อต่อสามัญชนชาวบ้านดังนี้

          1. เน้นจัดแสดงเรื่องราวทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะของคนชั้นสูงเท่านั้น ไม่เข้าถึงสามัญชนชาวบ้าน

          2. ไม่มีความเป็นมา ทั้งของราชธานี เช่น อยุธยา, สุโขทัย, ธนบุรี, กรุงเทพฯ และของท้องถิ่นที่มิวเซียมตั้งอยู่ จึงไม่มีเรื่องราวรากเหง้าของตนเองอย่างที่ผู้มีอำนาจในกิจการมิวเซียมแห่งชาติของไทยกล่าวหาเยาวชน

          3. คนไทยและเยาวชนไทยเข้าถึงความรู้กว้างขวางได้สะดวกและดีกว่าจากนอกตำราโดยผ่านเครื่องมือสื่อสารสาธารณะอื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต, ดีวีดี, ฯลฯ แต่ไม่มีในมิวเซียม จึงไม่เคยคิดหวังจะหาจากมิวเซียม

          4. ในมิวเซียม คนทั่วไปอ่านคำอธิบายไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นคำอธิบายที่ทำไว้ให้นักปราชญ์และนักราชวิชาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะอ่านกันเองพวกเดียว

          กรณีมิวเซียมแห่งชาติได้รับสมญาว่าโกดังเก็บของเก่านี้เอง รมต.วัฒนธรรม (วธ.) เลยบอกว่าจะขับเคลื่อนมิวเซียมท้องถิ่นไม่ให้เป็นโกดังเก็บของเก่า แต่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวตลอดจนมรดกทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น อย่างชื่อบ้านนามเมือง เช่น บางแสน, แหลมแท่น ที่ชลบุรี มีที่มาอย่างไร (คม ชัด ลึก ฉบับวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555 หน้า 11)

          หากไม่เป็นแค่ราคาคุย แต่จะลงมือทำจริงๆ วธ. ไม่ควรยกมิวเซียมท้องถิ่นให้อยู่ในสังกัดเดียวกับมิวเซียมแห่งชาติ ซึ่งถนัดทางจัดการมิวเซียมโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะเท่านั้น โดยไม่เคยทำสำเร็จเรื่องมิวเซียมท้องถิ่น (ดังมีพยานคือซาก “พิพิธภัณฑ์เมือง” ซึ่งหมดทุนไปเป็นพันล้าน แต่ละลายน้ำเรียบร้อยนานแล้ว)

          มิวเซียมท้องถิ่น ถ้าจะมีจริงๆ ควรคิดใหม่ ทำใหม่ โดยเริ่มด้วยส่งไปสังกัดหน่วยงานอื่น หรือหน่วยงานใหม่ แล้วสร้างคณะทำงานรุ่นใหม่ ยุคใหม่มาบริหารจัดการอย่างร่วมสมัย เปิดกว้างให้ผู้เรียนจบจากสถาบันอันหลากหลายแห่งใหม่ๆที่คิดและทำนอกกรอบ“อาณานิคม”แบบเก่าๆ

          สิ่งแรกต้องทำคือ ไม่เรียกพิพิธภัณฑ์ แต่เรียกมิวเซียม