มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2555

 

          “หยิบถุงยางอนามัยใส่มือลูกสาวทุกวัน วันละ 2 ชิ้น”

          หมอใหญ่ใน ก. สาธารณสุข แนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองทำอย่างนั้น เพื่อให้เด็กรู้จักป้องกันตัวเอง โดยไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์, หนองใน, ซิฟิลิส, และท้องไม่พร้อม

          เพราะผลสำรวจสรุปชัดเจน ว่าวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี มีมากขึ้นที่ติดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์

          นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค จะรณรงค์ให้เด็กวัยรุ่นใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น ไม่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ต้องพกถุงยางอนามัย ผู้หญิงก็ควรพกด้วย จึงแนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกสาวอยู่ในวัยมัธยมฯขึ้นไปควรนำถุงยางอนามัยใส่มือลูกทุกวันๆละ 2 ชิ้น ซึ่งอาจจะไม่ให้โดยตรงกับมือลูก แต่นำกล่องถุงยางอนามัยไปวางไว้ในห้องลูก และควรเติมหากเห็นว่าจำนวนลดลง

          เพราะผลสำรวจพบว่าผู้ที่ติดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ 42% เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยเกิดจากการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

          ในจำนวนนี้ 80% เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องการมีลูกหรือไม่พร้อม ที่เหลือ 58% มีอายุมากกว่า 20 ปี

          เด็กที่เคยมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ราว 20%, ชั้น ม.5 ประมาณ 40%, และอาชีวะราว 50-60%

          “ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ขอให้ยอมรับความจริง อย่าหลอกตัวเอง เพราะผลสำรวจต่างๆปรากฏชัดเจน” นพ. พรเทพ ขอร้อง

          (จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 14 ฉบับที่ 3424 ประจำวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2012 หน้า 12)

          การจะให้ยอมรับความจริง แล้วไม่หลอกตัวเองเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นงานยากมากๆ

          เพราะถูกครอบงำจากคนชั้นนำกรุงรัตนโกสินทร์มานานเกือบ 200 ปี ว่าความเป็นหญิงไทยต้องเป็นสาวพรหมจารีรักนวลสงวนตัวไว้ให้ผัวเดียว (แต่หลายเมีย) จะอยู่ก่อนแต่งมิได้ หมายถึงต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และต้องแต่งงานในวัยอันควร (ตามทัศนะของความเป็นไทยเฟคๆ ซึ่งไม่รู้เมื่อไร)

          แท้จริงแล้วนางเอกในวรรณคดีโบราณของไทยมักมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน หรืออยู่ก่อนแต่งทั้งนั้น แต่พากันเลี่ยงหลีกปลีกออกจากความจริงไปโดยให้เรียกด้วยภาษาเทวดาว่า“เทพอุ้มสม”

          ขณะนั้นนางเอกมีอายุโดยเฉลี่ยราว 14-15 ขวบปี แสดงว่าคนสมัยก่อนถือว่าเป็นวัยอันควร (มีผัว) แล้ว

          เด็กหญิงเริ่มมีระดู คือประจำเดือน เมื่ออายุราว 13 ขวบ คนในดินแดนสุวรรณภูมิ (รวมทั้งไทยสยาม) เมื่อเกือบพันปีมาแล้วรู้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านในร่างกายและจิตใจให้เริ่มมีความรู้สึกกำหนัด จึงกำหนดให้มีพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บายสีสู่ขวัญ (แต่ในเอกสารจีนของโจวต้ากวาน บันทึกพิธีกรรมรัฐเจินละ“นครธม” เรียกว่าพิธีเบิกพรหมจรรย์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีสุวรรณภูมิอธิบายว่าไม่จริง)

          เพื่อเตือนให้เด็กหญิงคนนั้นเตรียมตัวว่าต่อไปนี้จะโตเป็นสาวแล้ว พร้อมมีลูกได้แล้ว ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้การครองเรือนจากเครือญาติในชุมชนหมู่บ้าน

          ยุคนั้นไม่มีโรคระบาดอย่างเอดส์ยุคนี้ และยังไม่มีความจำเป็นเรื่องคุมกำเนิด แล้วยังไม่มีเทคโนโลยีถุงยางอนามัย ฯลฯ สังคมยังไม่มีอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง

          ถ้ามีเหตุและปัจจัยอย่างเดียวกับปัจจุบัน พิธีบายสีสู่ขวัญจะต้องมีถุงยางอนามัยมอบให้เด็กหญิงเหล่านั้นด้วย

          พร้อมคำขวัญขลังๆว่า “หญิงไทย ต้องพร้อมใช้ถุงยาง” ขวัญเอ๊ย ขวัญมา