Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2555

 

          คนไทยยกมือไหว้ทักทายกันทั่วไปในที่สาธารณะ ผมเคยเขียนอธิบายว่าน่าจะเป็นประเพณีประดิษฐ์ใหม่เลียนแบบเช็กแฮนด์ของฝรั่งตะวันตก

          แต่จะเริ่มเมื่อไร คงหาหลักฐานตายตัวไม่ได้ ทำได้แค่เดาว่าถือปฏิบัติเป็นแบบแผนทั่วไปก่อนกำเนิดคำว่า“สวัสดี”ไม่นาน

          แสดงว่ายุคอยุธยายังไม่นิยมไหว้ทักทายกันทั่วไปในที่สาธารณะ มีแต่ประเพณียกมือไหว้พระกับไหว้เจ้า(นาย) ซึ่งถูกทำให้เชื่อว่าเป็นผู้มีบุญบารมีเหมือนพระ จึงต้องไหว้กราบอย่างยำเกรง

          คุณวีรวัฒน์ วงศ์ศุปไทย (5 หมู่ 3 ต. บางกระบือ อ. สามโคก จ. ปทุมธานี 12160) เขียนมาแลกเปลี่ยนเรื่องไหว้ ดังต่อไปนี้

          “ในบันทึกของท่านราชทูต ลาลูแบร์ ‘บทที่แปดว่าด้วยการอบรมของชาวสยามและข้อแรกคือความสุภาพของเขา’ ใน

          ข้อ 7 คำที่ชาวสยามใช้ออกปากเมื่อไหว้นั้นคือ ข้าไหว้เจ้า และถึงคราเจ้านายจริงๆ จะพึงไหว้ ผู้ด้อยศักดิ์กว่าก็จะรับสั่งเพียงว่า เราไหว้ หรือ ข้าไหว้ อันมีความหมายอย่างเดียวกัน

          ข้อ 10 ชาวสยามที่เดินผ่านบุคคลที่เขาปรารถนาจะให้ความเคารพนบนอบไป เขาจะเดินก้มตัวพนมมือสูงต่ำตามสมควร และไม่แสดงความเคารพเป็นอย่างอื่น

          ข้อ 24 กริยาที่ชาวสยามแสดงความเคารพนั้น คือ เขาพนมมือทั้งสองข้าง หรืออย่างน้อยที่สุดมือขวาแต่เพียงข้างเดียวยกขึ้นเสมอหน้าผาก ประหนึ่งจะประดิษฐานผู้ที่ตนแสดงความเคารพนั้นไว้บนศีรษะฉะนั้น

          เท่าที่หลักฐานวัฒนธรรมการกราบการไหว้ในสมัยอยุธยามานี้แสดงให้เห็นว่าชาวสยามมีวัฒนธรรมการไหว้นี้มาเนิ่นนานแล้วและมีการกำหนดระเบียบวิถีปฏิบัติในการกราบไหว้แตกต่างกันในแต่ละชนชั้นที่เรียกว่ามารยาทของชาวสยามดังที่ ลาลูแบร์ ได้กล่าวว่าชาวสยามคุ้นกับธรรมเนียมเหล่านี้มาตั้งแต่เยาว์ หาใช่มาเข้าใจผิดว่าการกราบไหว้เพิ่งมาประดิษฐ์คิดใหม่เพียงเมื่อ 100 ปีมานี้ก็หาไม่

          การกราบไหว้เรายังพบงานจิตรกรรม ประติมากรรมในสมัยอยุธยา เช่น ภาพจิตรกรรมเทพชุมนุม หน้าบันเทพนม พรหมพักตร์ บันแถลงของกระเบื้องดินเผา การปูกระเบื้องเชิงชายของโบสถ์วิหารปราสาทราชวัง

          ส่วนการยกมือป้องหูของหมอลำโคราช หรือภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ภาพกระซิบ หรือการยกมือสองข้างขึ้นป้องปาก น่าจะเป็นกิริยาในการสื่อสารโดยการใช้เสียงมากกว่าจะเป็นไปในเรื่องของการแสดงกิริยาเคารพนบไหว้ดั้งเดิมของคนสุวรรณภูมิ”

          ขอบพระคุณที่กรุณาตรวจค้นเขียนมาแลกเปลี่ยน ผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้

          1. ลาลูแบร์ พรรณนาถึงสามัญชนกราบไหว้เจ้า(นาย)อย่างยอมจำนน เหมือนไหว้พระผู้มีบุญบารมี ดังข้อ 24 ของลาลูแบร์ ไม่ได้ไหว้ทักทายกับสามัญชนด้วยกันทั่วไปอย่างปัจจุบัน และสิ่งที่พรรณนาส่วนมากเกือบทั้งหมดเป็นวิถีของเจ้านายขุนนางอำมาตย์ยุคอยุธยา ไม่ใช่วิถีไพร่ฟ้าสามัญชน ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ยกอ้างเมื่อเขียนคราวก่อน

          2. ภาพจิตรกรรมและประติมากรรมยุคอยุธยามีกิริยาไหว้แน่ๆ แต่เป็นนางฟ้าเทวดาไหว้พระพุทธเจ้า หรือผู้มีบุญบารมีทั้งนั้น ไม่ใช่ไพร่บ้านพลเมืองไหว้ทักทายกันอย่างปัจจุบัน

          3. จิตรกรรมฝาผนัง“กระซิบรัก”ที่วัดภูมินทร์ จ. น่าน กับกิริยาป้องปากในละคร ไม่ใช่ไหว้ทักทาย ผมไม่เคยยกมาอ้างว่านั่นเป็นกิริยาทักทาย เพราะเป็นคนละอาการ

          สิ่งที่ผมอ้างถึงร่องรอยเก่าๆก่อนรับศาสนาจากอินเดีย คือกิริยายกมือข้างใดข้างหนึ่งป้องหูของบรรดาหมอลำลาวและหมอเพลงโคราช ว่าเป็นการทักทายกันก่อนรับกิริยาไหว้จากอินเดีย ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงยังพิสูจน์ไม่ได้ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเชื่อ

          ผมเพียงแต่เสนอให้พิจารณา เหมือนเรื่องอื่นๆที่ไม่เคยถือเป็นข้อยุติ เพราะไม่เคยรู้อะไรด้วยตัวเอง เรื่องต่างๆที่เขียนเล่าสู่กันฟังล้วนได้จากผู้รู้ครูบาอาจารย์มากมายหลายสำนัก เป็นครูพักลักจำทั้งนั้น

          แต่ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเปิดกว้างให้ทักท้วงถกเถียงแบ่งปันแลกเปลี่ยนได้เสมอ เพราะผมมีโอกาสเข้าใจผิดพลาดบกพร่องได้ง่ายๆ รวมถึงเรื่องไหว้

          ขอบพระคุณหากจะมีประเด็นอื่นมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนอีก