มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555

 

          “สังคมไทยถูกรุกรานด้วยวัฒนธรรมต่างชาติ”, “วัฒนธรรมตะวันตกรุกรานวัฒนธรรมไทย”

          ข้อความยกมานี้ เป็นวลียอดนิยมใช้เพ้อพร่ำรำพึงรำพันในหมู่ผู้ชอบแสดงตนว่ารักความเป็นไทย

          ดังนั้น จึงปลุกใจให้เป็นที่รับรู้ว่าต้องแช่แข็งประเทศไทย, แช่แข็งสังคมไทย, แช่แข็งวัฒนธรรมไทย เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตก

          คนพวกนี้มีไม่น้อย แล้วมักมีพลังอำนาจควบคุมทิศทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยแบบกลวงโบ๋ เหมือนเบ้าตาบนกะโหลกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

          แท้จริงแล้วความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมทั่วโลก จะมีขึ้นได้ก็ด้วยการประสมประสานปะปนกันระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนกับวัฒนธรรมนานาชาติพันธุ์ที่รับจากภายนอก

          สังคมและวัฒนธรรมของไทยที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ แล้วยกย่องเชิดชูฟูมฟายว่าไทยแท้หรือไทยเดิมตั้งโด่นั้น แต่ตามพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้วล้วนไม่แท้และไม่เดิมสักอย่างเดียว

          เพราะมีขึ้นจากการประสมปนเปของวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น จีน, อินเดีย, อาหรับ, เปอร์เซีย(อิหร่าน), ชวา-มลายู, ฯลฯ รวมทั้งฝรั่ง โดยผ่านกาลเวลาปรับเปลี่ยนและหล่อหลอมเนิ่นนานนับหลายพันปีมาแล้ว จึงมีพลังสร้างสรรค์สืบมาจนทุกวันนี้

          ถ้าอยากให้สังคมและวัฒนธรรมของไทยมีพลังสร้างสรรค์อนาคตต่อไป ก็ต้องไม่คิดแช่แข็งอะไรทั้งนั้น แต่ต้องพร้อมรับวัฒนธรรมก้าวหน้าจากทั่วโลกมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้รู้เท่าทันโลกและชีวิตจริง

          โดยร่วมกันเรียนรู้อดีต เพื่อสร้างสรรค์ปัจจุบันและอนาคต

          มีตัวอย่างการสร้างสรรค์ความมั่งคั่งและมั่นคงให้ปัจจุบันและอนาคตอยู่ในหนังสือครีเอทีฟ ซิตี้ (Creative City) เมื่อความมั่งคั่งสร้างจากเมือง สะท้อนภาพผ่านกระบวนการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้านวัฒนธรรม การออกแบบ และนวัตกรรม จากทั่วทุกมุมโลก จัดทำโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

          จะคัดข้อความสำคัญบางส่วนมาให้อ่าน ดังนี้

          ที่ผ่านมา แม้ไทยจะแสดงให้เห็นถึงทักษะความสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้

          แต่ปัจจุบันและในอนาคต ทักษะและเทคโนโลยีแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสังคมได้เพิ่มความสลับซับซ้อน และผู้คนต่างแสวงหาคุณค่าทางจิตใจมากขึ้น ทำให้สินค้าและบริการต้องตอบสนองความละเมียดทางอารมณ์ได้ด้วย

          การสร้างสรรค์จึงต้องใช้ทั้งทักษะ เทคโนโลยี และคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งมากกว่าเพียงแค่การสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องสร้างคุณค่าและมูลค่าด้วย

          ดังนั้น เราต้องยกข้อได้เปรียบด้านคุณค่าทางวัฒนธรรม การสั่งสมทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาทางสังคม เป็นทุนหลอมรวมให้เกิดการสร้างผลิตผลที่มีความแตกต่างและความพิเศษซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบ

          ‘เมืองสร้างสรรค์’ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงภูมิทัศน์ให้งดงามอย่างไร้จิตวิญญาณ

          แต่คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนในเมืองหนึ่งๆ ร่วมกันรังสรรค์ผลผลิตทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจขึ้น ทั้งจากสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม กับขวนขวายสร้างใหม่ขึ้นมา

          ยิ่ง ‘เมือง’ เปิดโอกาสให้ ‘คน’ ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางความคิด และลงมือสร้างผลผลิตได้มากขึ้นเท่าไร ความลื่นไหลทางวัฒนธรรมก็จะยิ่งถ่ายเท งอกเงย และเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น

          ทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานอันสำคัญของความมั่นคงและความมั่งคั่งทางสังคมและเศรษฐกิจของเมือง”

          ก. วัฒนธรรม (วธ.) เกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรมโดยตรง แต่ผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายทั้งปวง มักมีวิสัยทัศน์ให้สังคมและวัฒนธรรมหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว นานไปก็แช่แข็งจนไร้พลังสร้างสรรค์ความมั่นคงไม่ได้ ความมั่งคั่งก็ไม่ได้ เพื่อการท่องเที่ยวยิ่งขายไม่ได้if (document.currentScript) {