มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2555

 

           รัฐบาลเร่งรัดขายการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ รวมถึงขายวัฒนธรรมด้วย ซึ่งขายกันมานานหลายแล้ว ทั้งวัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์

           วัฒนธรรม เป็นมรดกตกทอดจากบรรพชนหลายยุคหลายสมัย และมีหลายรูปแบบต่างๆกันหลายระดับ

           แต่ทั้งหมดนั้นคือทรัพยากรการท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว และไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าขายอย่างมีกึ๋น

           ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านั้น ว่ามีประสิทธิภาพเหมาะสมหรือไม่? อย่างไร? ขนาดไหน? ฯลฯ มีกรณีตัวอย่างดังนี้

           ลอยกระทง เป็นประเพณีขอขมาดินน้ำธรรมชาติที่สืบมาตั้งแต่ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของบ้านเมืองในสุวรรณภูมิหลายพันปีมาแล้ว จึงมีในทุกชุมชนท้องถิ่นของสุวรรณภูมิ

           แต่ที่ทำกระทงด้วยใบตองมีร่องรอยหลักฐานชัดๆ สมัย ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ (ที่ทรงมีส่วนพระราชนิพนธ์เรื่องนางนพมาศ) ไม่ใช่ยุคสุโขทัย

           ถ้ารัฐบาลโฆษณาว่าลอยกระทงแรกเริ่มมีขึ้นในยุคสุโขทัย ก็เท่ากับเป็นประเพณีประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นใหม่ แล้วย้อมแมวขายโฆษณาหลอกลวงประชาชนคนไทยและคนทั้งโลก ซึ่งไม่ควรทำอย่างนั้น ควรขายความจริง จะยิ่งขายดีด้วยซ้ำ เพราะเป็นเรื่องดีมากๆ

           มรดกทางวัฒนธรรมในไทยอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมองไม่เห็น คือน้ำกับเรือ

           น้ำ หมายถึงแม่น้ำลำคลองหนองบึงบุ่งทามทั่วประเทศ

           แต่ที่ประจานความเป็นไทยคือแม่น้ำลำคลองในเขต กทม. ทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และฝั่งกรุงธนบุรี ซึ่งมีมากมายคล้ายเส้นเลือดฝอยหรือใยแมงมุมนั้น มันเน่าว่ะ

           เรือ หมายถึงเรือราษฎร์ของสามัญชนคนทั่วไป และเรือหลวง คือเรือพระราชพิธี

           เรือพระราชพิธี เป็นเรือมีหัวรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ สืบเนื่องมาแต่เรือศักดิ์สิทธิ์อุษาคเนย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ปัจจุบันไม่มีที่อื่น เหลือในไทยแห่งเดียว นับเป็นมรดกโลกและมรดกมนุษยชาติที่มหัศจรรย์พันลึก เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ประเมินมิได้ทั้งคุณค่าและมูลค่า แต่รัฐบาลทุกชุดมุดน้ำขุ่นๆมองไม่เห็นทั้งสองอย่าง ไม่ว่าคุณค่าหรือมูลค่า

           มีโรงเก็บเรือพระราชพิธีลำสำคัญๆ เช่น เรือหงส์ ฯลฯ อยู่ปากคลองบางกอกน้อย (ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช วังหลัง)

           คนไทยเข้าถึงโรงเรือพระราชพิธียากเย็นเข็ญใจมาก โดยไปได้ 2 ทาง คือ ทางน้ำ กับทางบก

           ทางน้ำ ต้องเช่าเรือจากท่าช้างวังหลวง หรือท่าน้ำอื่นๆ ซึ่งแพงมาก เพราะเขารับแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และไม่มีเรือโดยสารประจำทางไว้บริการให้คนหาเช้ากินค่ำย่ำต๊อก

           เสมือนมีโรงเก็บเรือพระราชพิธีเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น โดยไม่ต้อนรับคนไทย ที่เป็นชาวบ้านทั่วไป

           ทางบก นั่งรถเมล์ได้หลายสาย นั่งแท็กซี่ก็สะดวก แต่ไม่รู้จะไปลงตรงไหน? เข้าทางไหน? ออกทางไหน? เพราะทางเข้าถึงเป็นซอยเล็กๆแคบๆ แค่เห็นปากทางเข้าก็ไม่มีใครกล้า เพราะไม่รู้อนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

           โรงเรือพระราชพิธีที่ปากคลองบางกอกน้อย อยู่ในชุมชนแออัด และสภาพโรงเรืออึดอัดอบอ้าว ไม่ปลอดภัยจากเพลิงไฟ ไม่ชวนชื่นชมอะไรทั้งนั้น

           คนไทยทั้งหลายตื่นเต้นเมื่อเห็นขบวนเรือพระราชพิธีกลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่งมีผ่านไปไม่นาน แล้วรู้สึกขนลุกเมื่อได้ยินเสียงเห่เรือท่ามกลางความเงียบสงบของท้องน้ำที่ราบเรียบกว่าแผ่นสังกะสีลูกฟูก

           ถ้าคนไทยพวกนั้นเข้าไปถึงโรงเก็บเรือหงส์ทรงพู่ห้อย รับรองว่าจะรู้สึกตื่นเต้นหลายเท่ากว่าเห็นขบวนเรือ เพราะขนพองสยองหัวกลัวไฟไหม้โรงจนถึงเรือพระราชพิธีทุกลำ

           ถ้าอยากขายวัฒนธรรมอย่างมีกึ๋น และมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรเร่งรัดเป็นพิเศษทำโครงการย้ายโรงเรือพระราชพิธีไปอยู่ที่อื่น เช่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสะดวกปลอดภัยและกว้างขวางโล่งโถงเข้าถึงสะดวกกว่านี้

           ผมเขียนบอกเรื่องนี้ให้รัฐบาลไทยหลายชุดหรือทุกชุดก่อนหน้านี้ แล้วจะเขียนบอกอีกเรื่อยๆ แม้เปลี่ยนรัฐบาลอีกก็ไม่เบื่อif (document.currentScript) {