มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2555

 

           กรุงเทพฯ ทับซ้อนที่เดียวกันกับกรุงธนบุรี มีชุมชนเก่าสุดราว 500 ปีมาแล้ว ตรงกับยุคอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2000 แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ขณะนั้นพระเจ้าติโลกราชครองอยู่เชียงใหม่)

           มีหลักฐานอยู่ในโคลงกำสรวลสมุทร (รู้จักทั่วไปชื่อ กำสรวลศรีปราชญ์) ระบุชื่อบ้านนามเมืองสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า ตั้งแต่ บางเขน (ใกล้สะพานพระราม 6, 7), บางกรูด, บางพลู, ฉมังราย (สมอราย วัดราชาธิวาส สามเสน), บางระมาด (ในคลองบางกอกน้อย), บางฉนัง (ปัจจุบันคือบางเชือกหนัง ใต้บางระมาด), บางจาก (ใต้บางเชือกหนัง), บางนางนอง (วัดนางนอง บางขุนเทียน)

           สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา(สายเก่า) รวมทั้งสองฝั่งคลองแยกจากแม่น้ำ ล้วนมีซากวัดวาอารามยุคอยุธยาสืบเนื่องยุคธนบุรีเหลืออยู่จำนวนมาก ทั้งหมดนี้ น. ณ ปากน้ำ เคยสำรวจแล้วเขียนรายงานอย่างสารคดีพิมพ์เป็นเล่มบอกไว้นานแล้ว

           ชุมชนเก่ายุคอยุธยาในกรุงเทพฯ มีกระจายห่างๆลงไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ทางใต้สุดถึงบริเวณ(ท่าเรือ)คลองเตย ตรงนี้คือเมืองพระประแดง ยุคอยุธยา สืบเนื่องถึงยุคธนบุรี

           ชื่อพระประแดง ได้จากคำเขมรว่า กมรเตง กลายเป็น ประแดง ใช้เรียกพราหมณ์ยุคอยุธยา แล้วเรียกเทวรูปเขมรพบที่คลองสำโรง(อยู่ใต้คลองเตย) เลยใช้เรียกย่านนั้นว่า เมืองพระประแดง (ไม่ใช่มาจากคำบาแดงอย่างที่เข้าใจกัน)

           ครั้นยุคต้นกรุงเทพฯ เมืองพระประแดงย้ายลงไปอยู่บริเวณปัจจุบันเป็น อ. พระประแดง สมุทรปราการ

           ซากโบสถ์เก่ายุคอยุธยา 2 แห่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ทางการแถลงข่าวเมื่อเร็วๆนี้ คือ วัดสวนสวรรค์ ใกล้สะพานพระราม 8 และวัดภุมริน ใกล้สะพานปิ่นเกล้าฯ เป็นที่รู้กันของชาวบ้านแถบนั้นมานานนับร้อยๆปีตั้งแต่แรกมีกรุงเทพฯ แล้วเป็นที่รู้กันของนักสำรวจค้นคว้าไม่ทางการตั้งแต่ยังไม่มีสะพานทั้ง 2 แห่ง

           ส่วนตำหนักทองวัดไทรเคยเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวของตลาดน้ำวัดไทร ซึ่งเป็นตลาดน้ำยุคแรกสุดของไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

           แต่ด้วยความโลภ ไม่รักษาสภาพแวดล้อม น้ำเลยเน่า นักท่องเที่ยวฝรั่งไม่เอาด้วย ตลาดน้ำก็วาย ตายเร็วกว่าที่คิดไว้ ตำหนักทองก็พลอยตายตามตลาดน้ำ

           ซากต่างๆยุคอยุธยาและธนบุรีในกรุงเทพฯยังมีอีกมากกว่านี้ และไม่ได้มีแค่วัดวาอาราม แต่มีอย่างอื่นอีก เช่น ชุมชนอิสลาม, ชุมชนจีน เรียก บางจีน (มีชื่อในเพลงยาวหม่อมภิม เสน ยุคอยุธยา) ย้ายไปอยู่สำเพ็ง, ชุมชนชาวสวน ฯลฯ

           ประวัติศาสตร์โบราณคดีมีวังมีวัด แล้วต้องมีอย่างอื่นด้วย เช่น ชุมชนบ้านเรือน ผู้คน และเรือกสวนไร่นา แม่น้ำลำคลอง สภาพแวดล้อมต่างๆ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ยังไง?

           ถ้ามุ่งรักษาแต่วังกับวัดสำคัญๆของเจ้านายและขุนนางอำมาตย์ แล้วจะให้ผู้คนพลเมืองอยู่อย่างไร? ตรงไหน?

           ข้อด้อยของทางการคือไม่แบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะอย่างง่ายๆให้คนทั่วไปรู้เรื่อง คนชุมชนนั้นๆเลยไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง

           ผลคือไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชน ซากประวัติศาสตร์โบราณคดีก็ถูกทิ้งร้างตามยถากรรม หรือถูกทำลายไปทั้งด้วยกาลเวลาและสาธารณชน ดังเป็นข่าวสม่ำเสมอไม่เคยขาด แล้วจะมีต่อไปอีกเป็นนิรันดร์

           รัฐบาลมุ่งขายการท่องเที่ยว แต่ทำลายแหล่งท่องเที่ยวไปด้วยพร้อมกัน ทำลายได้แม้กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นทั้งอดีตราชธานีและแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมสำคัญยิ่งไม่แพ้กรุงเทพฯ

           พวกประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เป็น“ข้าราชวิชาการ”ก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเสวยสุขแล้ว