มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555

 

          ชื่อบ้านนามเมือง ชุดมาจากไหน? ผมทำเสร็จหลายจังหวัดตามที่มีผู้ขอ

          แรกทีเดียวเริ่มทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเอาไปพิมพ์แจก แต่ทำได้ไม่กี่จังหวัดเขาเลิกพิมพ์ ต่อมาธนาคารกรุงเทพขอไปพิมพ์แจกงานกฐินปีละครั้ง ก็ทำต้นฉบับใหม่ปีละจังหวัด จนล่าสุด จ. พังงา

          พังงา ในพจนานุกรมให้คำแปล 2 อย่าง คือ (1) นางงาม และ (2) เครื่องบังคับหางเสือเรือ

          อ่านแล้วไม่จุใจและไม่ศรัทธา แต่ไม่รู้จะทำยังไง? เลยเที่ยวเร่ถามคนโน้นคนนี้อยู่นานหลายวันกระทั่งผู้เมตตาบอกว่ามีอธิบายไว้ในหนังสือชื่อบ้านนามเมืองภาคใต้ โดย อ. ประพนธ์ เรืองณรงค์ สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2551

          คุณวรพันธ์ โลกิตสถาพร เจ้าของสำนักพิมพ์ กรุณาค้นหาในสต๊อกหนังสือเก่า เพราะพิมพ์นานหลายปีแล้ว เมื่อค้นพบก็กรุณาส่งให้เล่มหนึ่ง จึงได้ผล เมื่อเปิดอ่านพบ อ. ประพนธ์ อธิบายชื่อ จ. พังงา อย่างน่าเชื่อว่า

          “พังงา” มาจากคำมลายูว่า “กัวลาภูงา” หรือ “กราภูงา” (Kuala Punggah) คำว่า “กัวลา” หรือ “กรา” แปลว่า ปากน้ำ ส่วน “ภูงา” แปลว่า ที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ (จาก Kamus Bahasa Melayu – Bahasa Thai) รวมความแล้วพังงา หมายถึง ปากน้ำเป็นที่เทียบเรือขนถ่ายสินค้า– – – – –

          สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเมืองถลางถูกพม่ายึดและเผาเมือง ผู้คนต่างอพยพหนีภัยมาตั้งชุมชนอยู่ที่ตำบลกราภูงา อยู่บริเวณตรงปากน้ำแม่น้ำพังงา แขวงเมืองตะกั่วทุ่ง- – – – –

          นอกจากนั้น อ. ประพนธ์ ยังอธิบายถึงที่มาของชื่ออำเภอและความหมาย เช่น

          อ. กะปง ภาษามลายู แปลว่า หมู่บ้าน ในภาษาเขมร กำปง แปลว่า น้ำ

          อ. คุระบุรี คำ คุระ มาจากคำมลายู ว่า กัวลา หรือ กระ หมายถึง ปากน้ำ

          อ. ตะกั่วทุ่ง มาจากคำชวา-มลายู หมายถึง แร่ตะกั่วในดินทุ่ง

          อ. ตะกั่วป่า มาจากคำชวา-มลายู หมายถึง แร่ตะกั่วในป่าดง

          ฯลฯ

          ผมไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้มาก่อน เมื่ออ่านแล้วถึงรู้ว่ามีคำอธิบายชื่ออำเภอและจังหวัดทั้งหมด 14 จังหวัดภาคใต้ ที่น่าจะสมบูรณ์ที่สุด และน่าเชื่อถือมากที่สุด ขอขอบพระคุณ อ. ประพนธ์ ที่ค้นคว้ามาเขียน และคุณวรพันธ์ ที่พิมพ์แบ่งปันหลายปีมาแล้ว

          นี่คือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้จากชื่อบ้านนามเมือง ที่แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์สังคมอย่างแท้จริง แต่หาข้อมูลได้ยากยิ่งในไทย

          ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันให้เกิด “พลัง” จังหวัด จัดการตนเอง, ท้องถิ่นจัดการตนเอง, ฯลฯ

          แต่คงยากมากๆ ที่จะหวังพึ่งพาหาจากกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี เพราะข้าราชการในหน่วยงานเหล่านั้นเลื่อมใสอำนาจรวมศูนย์ให้อยู่ที่ตนเองและบริวาร พวกเขาย่อมไม่แยแสกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

          ครั้นจะหวังพึ่งสถาบันการศึกษาก็ยังหาไม่พบ เพราะครูบาอาจารย์ส่วนมากศรัทธาประวัติศาสตร์ราชธานีที่ไปกันได้กับอำนาจรวมศูนย์

          สื่อทั้งหลายก็ไม่มีพลังทางเรื่องเหล่านี้ เพราะถูกหล่อหลอมครอบงำด้วยประวัติศาสตร์ราชธานีเรียบร้อยแล้วอย่างแข็งแรง จึงมองไม่เห็นชื่อบ้านนามเมืองมาจากไหน?

          มองไปทางไหนๆ ยิ่งว้าเหว่โหวงเหวงไม่น้อย แต่ไม่สิ้นหวัง และไม่ควรสิ้นเพียร