มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2555

 

          คนในอุษาคเนย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว นับถือนกชนิดหนึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ดังมีหลักฐานสำคัญเป็นลายเส้นอยู่บนวงกลมหน้ากลองทองสัมฤทธิ์(มโหระทึก) พบในวัฒนธรรมดงเซิน ที่เวียดนาม

นกศักดิ์สิทธิ์ เป็นลายเส้นบนขอบวงกลมหน้ากลองทองสัมฤทธิ์(มโหระทึก) อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ในวัฒนธรรมดงเซิน พบที่เวียดนาม

          นักมานุษยวิทยาโบราณคดีมักอธิบายว่าลายเส้นรูปนกศักดิ์สิทธิ์ คล้ายนกกระเรียน ลำตัวใหญ่ ปากยาว คอยาว ขายาว หากินตามหนองบึงโดยใช้ปากยาวจิกจับสัตว์ในน้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ

          แต่เป็นรูปนกกระเรียนจริงหรือเปล่า? ยังถือเป็นยุติไม่ได้

          ที่เห็นพ้องต้องกันได้เพราะมีลายเส้นรูปนกเป็นพยานเห็นแก่ตา คือ คนดึกดำบรรพ์ยกย่องนกเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ใช้ในพิธีกรรมสำคัญ เช่น ขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์, ฯลฯ แล้วใช้ในพิธีศพด้วย แต่ใช้เพื่ออะไร? อย่างไร? ยังไม่มีใครศึกษาวิจัยจริงจัง

          ผู้ดีไทยสมัยก่อนเมื่อมีงานศพต้องให้มีปี่พาทย์นางหงส์ประโคม

          ปี่พาทย์นางหงส์ เป็นชื่อสมมติเพื่อเรียกวงประโคมงานศพ ตามประเพณีให้หงส์ส่งวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เพราะหงส์เป็นสัตว์มีปีก บินสู่สวรรค์ได้ แล้วเรียกเป็นนางตามประเพณียกย่องเพศหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม

          นางหงส์ เป็นชื่อเรียกจังหวะหน้าทับกลองที่ตีกำกับทำนองเพลงประโคมตอนเผาศพ ต่อมาเลยเรียกปี่พาทย์ที่ใช้ประโคมงานศพว่า ปี่พาทย์นางหงส์

          คำว่า “นางหงส์” หมายถึง (นาง)นก(ตัวเมีย) เช่น (อี)แร้ง, (อี)กา, ฯลฯ ตามประเพณีดึกดำบรรพ์ว่า “ปลงด้วยนก” หมายถึงให้แร้งกากินศพแล้วขึ้นฟ้า(สวรรค์) ดังหลักฐานลายเส้นรูปนกบนหน้ากลองทอง(มโหระทึก) ราว 3,000 ปีมาแล้ว

          แต่เมื่อเปลี่ยนคติทำพิธีเผาศพตามอินเดียก็ยังรักษาร่องรอยดั้งเดิม คือให้นางนกแร้ง-กา พาขวัญและวิญญาณสู่ฟ้า กลายเป็น“ผีฟ้า” จึงเรียกนางนกแร้ง-กาอย่างยกย่องว่า “นางหงส์”

          หงส์ตัวเมียให้หงส์ตัวผู้เกาะหลังเมื่อยืนบนพื้นที่จำกัด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดีในพม่า จะเกี่ยวข้องอย่างไรกับชื่อปี่พาทย์นางหงส์ ยังไม่พบร่องรอยเชื่อมโยง จึงยังหาข้อยุติไม่ได้

          หากใครอธิบายได้ กรุณาบอกด้วย จะเป็นพระคุณสูงยิ่ง