มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2555

 

          ภาษากฎหมายเป็นวรรณกรรมอย่างหนึ่งที่นักปราชญ์ราชสำนักโบราณเรียบเรียงขึ้นใช้งานยุคนั้นๆ

          กฎหมายเก่าสุดเท่าที่มีต้นฉบับสมุดข่อย จิตร ภูมิศักดิ์ พบว่าเป็นกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (แปลว่าเบ็ดเตล็ด) มีขึ้นตั้งแต่ยุคอโยธยา-ละโว้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา มี 2 ตอน คือ

          ตอนต้น ลงศักราช 1236 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 1886 ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา 7 ปี ว่าด้วยลักษณะวิวาท เรื่องกระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน

          ท้าย ลงศักราช 1146 ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. 1768 ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา 125 ปี นับเป็นตอนเก่าแก่ที่สุด ว่าด้วยลักษณะวิวาทเรื่องกระทำกฤติยาคุณ มีฉมบ, จะกละ, กระสือ, กระหาง เป็นต้นเหตุ

 

“อโยธยา” มีก่อน “อยุธยา”

          มีปัญหาว่าถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ขัดกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ระบุว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง เพิ่งสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 ก่อนหน้านี้ยังไม่มี “กรุงศรีอยุธยา”Ž

          แท้จริงแล้วเคยมีบ้านเมืองและรัฐใหญ่มาก่อนชื่ออโยธยาศรีรามเทพนคร ซึ่งสืบเนื่องจากรัฐทวารวดีกับรัฐละโว้ ที่เคยมีศูนย์กลางอยู่เมืองลพบุรี แต่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาไม่ได้จดเรื่องราวของรัฐเก่าก่อน พ.ศ. 1893 เอาไว้ด้วย จึงทำให้เข้าใจไขว้เขวและสับสน

          ต่อมาหลังกาฬโรคระบาดจึงทรงสถาปนาใหม่เพื่อแก้เคล็ด แล้วให้ชื่อใหม่ว่ากรุงศรีอยุธยา

 

กฎมณเฑียรบาล

          กฎมณเฑียรบาลตราขึ้น พ.ศ. 1903 ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครอง (นอกพระธรรมศาสตร์) ใช้ประกอบพระธรรมศาสตร์

          เป็นพยานหลักฐานว่าราชสำนักอยุธยามิได้เพิ่งมีเมื่อ พ.ศ. 1893 ปีสถาปนากรุงศรีอยุธยาเท่านั้น แต่มีพัฒนาการมาก่อนหน้านั้นนานมากนับร้อยๆปี

          “กฎมณเฑียรบาล คือความพยายามที่จะยกระดับฐานะของพระมหากษัตริย์และเจ้านายให้แตกต่างจากการเป็นสามัญชน คืออยู่เหนือทั้งระดับชนชั้นปกครองที่เป็นขุนนาง ข้าราชการ และชนชั้นที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วไป” (กฎหมายตรา 3 ดวง กับความเชื่อของไทย โดย ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ในหนังสือกฎหมายตราสามดวงกับสังคมไทย รวมบทความวิชาการในการสัมมนา จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2533 หน้า 102)

          นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นสำนึกทางกฎหมายที่ก้าวหน้ากว่าสังคมก่อนหน้านั้น ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาการนานมาก จิตร ภูมิศักดิ์ อ้างถึงงานศึกษาวิเคราะห์กฎหมายตรา 3 ดวง ของ ดร. ร.แลงกาต์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายโบราณตะวันออก โดยเปรียบเทียบกฎหมายมอญ, พม่า, เขมร, ฯลฯ และไทย (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547 หน้า 51-52) แล้วสรุปว่า

          “ความสำนึกทางกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในตัวบทสมัยเริ่มแรกของกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นความสำนึกที่พัฒนาขั้นสูงและระดับหนึ่ง”

          “และก่อนที่จะพัฒนาถึงขั้นสูงนี้ ย่อมไม่มีทางอื่นนอกจากจะได้พัฒนาคลี่คลายมาในสังคมลุ่มเจ้าพระยา ก่อนหน้าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นไป”

          กฎมณเฑียรบาล (ในหนังสือกฎหมายตรา 3 ดวง) มี 145 มาตรา ประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆ ดังนี้

          1.เมืองที่ต้องถวายดอกไม้ทองและเงิน เมืองพญามหานคร 2. อำนาจครองเมืองของพระราชกุมาร, พระราชนัดดา 3. กำหนดเครื่องประกอบบรรดาศักดิ์ 4. ระเบียบพิธีที่ต้องปฏิบัติต่อพระเจ้าแผ่นดิน (ตั้งแต่มาตรา 5-114) 5. พระราชพิธี และพระราชานุกิจ (ม. 115-137) 6. ระเบียบพิธีในวังหลวง (ตั้งแต่มาตรา 138-145)

          ภาษาในกฎมณเฑียรบาลอ่านไม่ยากเกินไป เพราะส่วนมากใช้คำธรรมดาเหมือนภาษาปากที่พูดจาในชีวิตประจำวัน แม้จะมีราชาศัพท์บ้างก็ไม่รุ่มร่ามและเป็นคำพื้นๆ มีตัวอย่างมาตรา 14 เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จทางน้ำโดยขบวนเรือ กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนขบวนเสด็จไว้ จะคัดมาจัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก ดังนี้

          อนึ่งเสด็จหนเรือ ผู้บันดาแห่ขุนดาบขุนเรือ แลเรือประตูเรือดั้งแนมกัน ประทับอยู่ก็ดี ไปมาก็ดี แลเรือผู้ร้ายคือขบถโจรเมาเหล้าบ้าก็ดี แลถวายของถวายฎีกาก็ดี  แลเข้ามาในประตูมหาดไทยประตูขุนดาบประตูตำรวจถึงเรือดั้งเรือกัน ให้โบกผ้า         

          ถ้ามิฟังให้ขว้างด้วยอิฐด้วยไม้ด้วยดาบ ถ้ามิฟังให้ว่ายน้ำยุดเอาเรือออกมา ถ้าทอดพระเนตรเห็นแลตรัสเรียกเข้าไปไซร้ ให้เอาเรือใช้รับ ถ้าแลผู้ใดเข้าไปแลมิได้ห้ามแหนไซร้ โทษขุนดาบขุนเรือตำรวจในฟันคอริบเรือน

          อนึ่งถ้าลมพายุใหญ่ เรือพระที่นั่งจะทนมิได้ไซร้ ให้เอาเรือกันเรือแนมรับ ถ้าเรือกันเรือแนมรับมิได้ ให้เอาเรือดั้งรับ ถ้าเรือดั้งรับมิได้ ให้เอาเรือประตูรับพระที่นั่ง

          อนึ่งสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าก็ดี พระราชกุมารก็ดี มีกิจแลเข้ามาในเรือประตูไซร้ ให้เรือระตูโบกผ้า

          ถ้ามิฟังให้ขว้างด้วยอิฐด้วยไม้หัวไต้ ถ้ามิฟัง ให้พุ่งด้วยหอก ถ้าทอดพระเนตรเห็นตรัสเรียกให้เข้ามาไซร้ ให้เอาเรือประตูรับ อย่าให้เข้ามาด้วยเรือเอง ครั้นมาถึง ให้อยู่แต่แคมเรือ ให้ขุนตำรวจนั่งกลางกันอยู่ ถ้ามิทำตาม โทษถึงตาย

          อนึ่ง หัวหมื่นหัวพัน ภูดาษจ่าชาวเลือกชาววังบันดาลงเรือนั้น ยังมิถึงที่ประทับแลหยุดเรือประเทียบ โทษถึงตาย

          ถ้าประเทียบเข้าประทับแลเรือประเทียบเข้าติดแล้ว ให้ลงน้ำว่ายขึ้นบก ถ้าอยู่กับเรือ โทษฟันคอ

          อนึ่งถ้าเรือประเทียบล่ม ให้ชาวเรือว่ายน้ำหนี ถ้าอยู่กับเรือโทษถึงตาย

          ถ้าเรือประเทียบล่มก็ดี ประเทียบตกน้ำก็ดี แลว่ายน้ำอยู่บันดาตาย ให้ภูดาษแลชาวเรือยื่นเส้าแลซัดมะพร้าวให้เกาะตามแต่จะเกาะได้ ถ้ามิได้ อย่ายึด ถ้ายึดขึ้นให้รอด โทษถึงตาย ถ้าซัดมะพร้าวให้รอด รางวัลเงินสิบตำลึงขันทองหนึ่ง ถ้าเรือประเทียบล่ม มีผู้อื่นเห็นแลซัดมะพร้าวเอาขึ้นให้รอด โทษ [ภูดาษแลชาวเรือ] ทวีคูณตายทั้งโคตร

          อนึ่งเรือประเทียบล่ม แลซัดมะพร้าวเข้าไปริมฝั่ง โทษฟันคอริบเรือน

          อนึ่งตัดเรือประเทียบ โทษถึงตาย ข้ามเรือจวนประเทียบ โทษถึงตาย

          อนึ่งถ้าเสด็จไล่เรือ แลเรือลูกขุนผู้ใดไปโดยทางลัด เลี้ยวหนีมาให้ทันพระที่นั่ง โทษฟันคอริบเรือน

          อนึ่งท้าวพญามนตรีมุกลูกขุนหัวหมื่นหัวพันทั้งปวงฝ่าประเทียบก็ดี ตัดประเทียบชั่วลำเรือก็ดี โทษฟันคอริบเรือน

 

กฎหมายตรามสามดวง

          กฎมณเฑียรบาลของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา มีพัฒนาการมานานมากก่อนยุคอยุธยา

          แต่ครูบาอาจารย์ทางประวัติศาสตร์โบราณคดี, ภาษาและวรรณคดีในมหาวิทยาลัยบางแห่งปฏิเสธเอกสารสำคัญนี้ เพราะเข้าใจเองว่ากฎหมายเหล่านี้ซึ่งพิมพ์รวมอยู่ในกฎหมายตรา 3 ดวง ถูกชำระสมัย ร.1 ครูบาอาจารย์บางมหาวิทยาลัยห้ามนักศึกษาใช้อ้างอิงถึงยุคอยุธยาด้วยซ้ำไป

          ประเด็นนี้มีผู้เชี่ยวชาญเอกสารโบราณทางกฎหมายชี้แจงไว้แล้ว (คำนำเสนอของบรรณาธิการ กำธร เลี้ยงสัจธรรม ในหนังสือกฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุง สถาบันปรีดี พนมยงค์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2548) จะคัดมาดังนี้

          “กฎหมายตรา 3 ดวง เป็นประมวลกฎหมายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึง ร.1 กรุงรัตนโกสินทร์ ในสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่”

          “การชำระกฎหมายใน ร.1 เป็นไปเพื่อคงสภาพเดิมของกฎหมายไว้ มิได้ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายหรืออย่างธรรมเนียมทางกฎหมายแต่อย่างใด”

          ปัญหาหลักอยู่ที่ครูบาอาจารย์เหล่านั้น ไม่เคยอ่านด้วยตนเองอย่างพินิจพิเคราะห์ศึกษากฎหมายตรา 3 ดวง จึงไม่เข้าใจเนื้อหาแท้จริงของยุคอยุธยาและก่อนหน้านั้น เลยทำให้นักศึกษาเสียโอกาส